IN THE MAG

ถึงเวลาหรือยังที่วิถีแฟชั่นยั่งยืน จะกลายมาเป็นเส้นทางหลักของอุตสาหกรรมแฟชั่นทั่วโลก?

หรือนี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของโลกยุคใหม่

17 JUN 2021
Fashion Features Editor

KHANAKON PHETTRAKUL

คุณผู้อ่านที่ติดตามแอลมาอย่างต่อเนื่องคงได้ผ่านตากับสารพัดบทความของเราที่ว่าด้วยเรื่อง ‘วิถียั่งยืน’ ในโลกแฟชั่นตลอดช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา และหากเราจะนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้อย่างต่อเนื่องก็หวังว่าจะยังไม่เบื่อกันไปก่อน เพราะในตอนนี้เทรนด์แฟชั่น ‘รักษ์โลก’ และ ‘วิถียั่งยืน’ ได้กลายมาเป็นประเด็นหลักนับตั้งแต่นี้ไป เป็นกระแสที่เริ่มทวีความเข้มข้นเมื่อถูกจัดให้เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของโลกยุคใหม่ และเพื่อให้สอดคล้องกับธีมของนิตยสารแอล ประเทศไทยฉบับนี้ เราจึงขอพาไปอัพเดตสถานการณ์ล่าสุดผ่านตัวเลขสถิติบางส่วนที่จะทำให้ตระหนักได้ว่าทำไมควรใส่ใจกับ ‘แฟชั่นยั่งยืน’ อย่างที่ชาว Gen-Z ยกให้เป็นประเด็นใหญ่ และวิถีทางที่จะมีส่วนช่วยโลกใบสวยได้อย่างไร

Tom Ford 002 Ocean Plastic นาฬิกาแบรนด์ลักชัวรี่รุ่นแรกของโลกที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล 100%

เราเชื่อว่าเมื่อหลายท่านได้ยินประเด็นนี้ในช่วงแรกอาจรู้สึกว่าช่าง ‘สวนทางกัน’ เพราะ ‘แฟชั่น’ เป็นเรื่องของกระแสและวัฏจักรที่หมุนเวียนมาบรรจบเพียงชั่วขณะแล้วก็หมุนต่อไป มีสินค้ามากมายที่รูปร่างหน้าตาดูละม้ายคล้ายของเดิมเพราะนักออกแบบได้แรงบันดาลใจมาจากอดีต แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีอะไรที่เหมือนเดิม 100% หากไม่เปลี่ยนวัสดุและวิธีการผลิตที่เป็นไปตามยุค ก็ต้องมีการปรับรูปทรงและรายละเอียดให้ดูร่วมสมัย เพราะท้ายที่สุดแล้วธุรกิจแฟชั่นขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยผลกำไร การผลิตสินค้าออกมาให้ลูกค้าซื้อไปใช้แล้วรู้สึกว่า ‘อิน’ อยู่ได้หลายฤดูกาล หรืออาจนานหลายปีนั้นดูจะไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจเท่าใดนัก ซึ่งเราสามารถศึกษากรณีนี้ได้จากแบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton ในยุคที่นำทัพโดย Marc Jacobs แม้มีนักวิจารณ์แฟชั่นที่ไม่ประทับใจมากนักเมื่อผลงานในแต่ละฤดูกาลไม่มีความต่อเนื่องกัน แต่การทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าของชิ้นเดิมจากซีซั่นก่อนหน้าที่กำลังถืออยู่ในมือมานาน 6 เดือนเริ่มที่จะ ‘เอาต์’ และอยากได้สินค้าชิ้นใหม่ขึ้นมา นี่แหละคือปัจจัยจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์ทำกำไรได้อย่างมหาศาล และเป็นผลให้นายใหญ่แห่ง LVMH ผู้เป็นเจ้าของได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับ Top 3 ของมหาเศรษฐีโลกได้เป็นผลสำเร็จ

กลุ่มผู้ประท้วง Extinction Rebillion หน้าสำนักงานการต่างประเทศ ก่อนการแสดงผลงานของ Victoria Beckham เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2019 ณ กรุงลอนดอน เพื่อเรียกร้องให้ British fashion council ยกเลิกการจัดงานลอนดอนแฟชั่นวีก จนกว่าจะหาวิธีการสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมแฟชั่น เมื่อโลกต้องเผชิญกับปัญหาสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศที่รุนแรง

ดังนั้นการที่หลายแบรนด์ชั้นนำ โดยเฉพาะกับแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นพากันใช้วาทกรรมที่ฟังดูดี ‘วิถียั่งยืน’ ควบรวมกับเรื่อง ‘แฟชั่น’ จนกลายมาเป็น ‘แฟชั่นยั่งยืน’ จึงทำให้หลายคนพากันตั้งคำถามว่า ‘จะเป็นไปได้จริงหรือไม่?’ แฟชั่น – อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำเป็นอันดับ 2 ของโลก! เป็นรองก็เพียงแค่อุตสาหกรรมทางการเกษตร และเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างขยะหลายสิบล้านตันต่อปี จนมีประโยคที่ผู้คนใช้ล้อเลียนกันว่า เมื่อแฟชั่นยิ่งล้ำขยะก็จะยิ่งล้นโลก อย่างกรณีของสหราชอาณาจักรที่ได้ชื่อว่าเป็นเป็นศูนย์กลางธุรกิจฟาสต์แฟชั่น เมื่อมีผลสำรวจว่าประชากรของประเทศนี้ซื้อเสื้อผ้ารวมกันมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 30 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และเมื่อไม่ใช้แล้วก็นำไปทิ้ง ไม่ต่างจากอีกผลสำรวจที่ชี้ให้เห็นว่าทางฝั่งของชาวอเมริกันนั้นก็ใช่ย่อย มีการทิ้งเสื้อผ้าไม่ใช้แล้วเฉลี่ย 80 ปอนด์ต่อคน โดยในช่วงกลางทศวรรษที่ผ่านมามีเสื้อผ้าที่ทิ้งรวมกันถึง 14 ล้านตันเลยทีเดียว อีกทั้งจากข้อมูลที่ Dame Vivienne Westwood ได้ให้สัมภาษณ์กับแอลเมื่อปีที่ผ่านมา เธอได้อธิบายให้เห็นภาพของความเลวร้ายที่เกิดจากอุตสาหกรรมนี้ว่า สัดส่วนของเสื้อผ้ารีไซเคิล (รีไซเคิล -- อีกคำสวยหรูที่ธุรกิจแฟชั่นต่างภูมิใจนำเสนอพร้อมกับผลงานสะท้อนแนวคิดเรื่อง ‘รักษ์โลก’) นั้นมีเพียงแค่ 1% ซึ่งตัวเลขนี้ทำให้แฟชั่นดีไซเนอร์ที่พ่วงด้วยตำแหน่งนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเธอยิ่งตระหนัก และเริ่มจริงจังกับหลักการ ‘ซื้อให้น้อย คิดให้เยอะ และใช้ให้คุ้ม’ รวมทั้งกระบวนการผลิตที่เน้น 3 Re คือ Reduce, Reuse, Recycle เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ นั่นคือ...Save the World

Upcycled by Miu Miu in Collaboration with Levi's ด้วยการนำเดนิมวินเทจจาก Levi's มาออกแบบเป็นผลงานใหม่โดย Miu Miu พร้อมดีเทลการตกแต่งลูกปัด ผ้าลูกไม้ คริสตัล และการตัดต่อผ้าไหมหรือหนังด้วยมือ

ยังมีหลายฝ่ายออกมาตั้งคำถามต่อแบรนด์แฟชั่นด้วยว่า ‘เข้าใจสิ่งที่เรียกว่ารักษ์โลกและวิถียั่งยืนอย่างถ่องแท้หรือไม่?’ ดังเช่นการที่ Burberry ซึ่งเคยเกิดกรณีดังจากการที่นำสินค้าที่ขายไม่ออกจำนวนมากไปเผาทิ้งได้ประกาศว่า โชว์ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2020 ที่ผ่านมาจะไม่ก่อให้เกิดการผลิตคาร์บอนที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม แต่แท้จริงแล้วการที่เหล่านางแบบ-นายแบบ เซเลบริตี้ สื่อ และบายเออร์จากทั่วโลก โดยสารทางเครื่องบินเพื่อไปมีส่วนร่วมในโชว์ก็ก่อให้เกิดการผลิตคาร์บอน หรือการที่หลายแบรนด์พยายามสื่อสารให้เห็นว่าสินค้าของตนใช้กรรมวิธีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็มีการตั้งคำถามกลับว่ากระบวนการผลิตที่ว่านั้นมีกี่ขั้นตอน และเป็นมิตรจริงหรือไม่ เพราะหากมีเพียงขั้นตอนเดียว หรือสองขั้นตอนนั่นอาจไม่ได้ช่วยอะไรมากไปกว่าการนำมาใช้เคลมว่าแบรนด์ของตนรักษ์โลกกับเขาด้วย...ดังนั้นจะเห็นว่าการที่แบรนด์แฟชั่นจะเปลี่ยนจากวิถีแฟชั่นรูปแบบเดิมมาเดินบนเส้นทาง ‘แฟชั่นยั่งยืน’ 100% คือสิ่งที่เป็นไปได้ยาก แต่อย่างน้อยที่สุดการที่แบรนด์เหล่านั้นพยายามปรับตัวเข้าหาวิถียั่งยืน และใช้แนวคิดรักษ์โลกในการดำเนินธุกิจก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดแนวคิดเหล่านี้มีทั้งสนธิสัญญาแฟชั่น ‘Fashion Pact’ ที่ 32 บริษัทแฟชั่นและสิ่งทอร่วมลงนามสนธิสัญญาอนุรักษ์สภาพแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพและมหาสมุทรในการประชุมจี 7 ณ เมืองบิอาร์ริตซ์เมื่อปี ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา ไปจนถึงคนรุ่นใหม่ที่เราไม่กล่าวถึงไม่ได้ นั่นคือกลุ่ม Gen-Z ที่เร่งให้เกิดจริยธรรมในโลกแฟชั่นชนิดที่เห็นเป็นรูปธรรม ผลักดันให้แบรนด์แฟชั่นต้องจริงใจกับลูกค้ามากขึ้น และที่สำคัญคือต้องรับผิดชอบต่อสังคมและโลกใบนี้

กระเป๋ารุ่น Fendi Basket ผลิตจากพลาสติกที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิล

โดยสิ่งที่ Gen-Z ช่วยกันขับเคลื่อนจนก่อให้เกิดเป็นรูปธรรมล่าสุดมีทั้งการที่แบรนด์ Alexander McQueen และ Balenciaga ออกมาประกาศยกเลิกการใช้ขนสัตว์แท้อย่างเป็นทางการ ซึ่งการยกเลิกการใช้เฟอร์นี้เป็นส่วนหนึ่งในการลงนามประจำปีที่ผ่านมาระหว่างบริษัท Kering ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ทั้งสอง และ Humane Society International (HSI) นอกจากการยกเลิกการใช้ขนสัตว์แล้ว เมื่อเดินเมษายนที่ผ่านมา Balenciaga ยิ่งตอกย้ำถึงจุดยืนโดยการเผยโฉมคอลเล็กชั่นใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการใช้ผ้าฝ้ายออร์แกนิกสำหรับผลิตผลงาน และใช้เส้นใยรีไซเคิลในการผลิตเสื้อผ้าที่ดูคล้ายกับเสื้อขนสัตว์และให้ความอบอุ่นไม่แพ้กัน

Balenciaga Pre-Fall 2021 คอลเล็กชั่นแรกที่นำเสนอการใช้ผ้าแบบยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ

ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับผลสำรวจของ HSI ที่ว่า 93% ของชาวอังกฤษปฏิเสธที่จะสวมเสื้อผ้าซึ่งทำมาจากขนสัตว์ และอีกราว 72% นั้นสนับสนุนให้ยกเลิกการค้าขนสัตว์ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับผลสำรวจโดย Vogue Business ที่เปิดเผยว่าในขณะที่ความต้องการสินค้าที่ทำมาจากขนสัตว์ลดลง แต่ยอดขายสินค้าแฟชั่นแนววีแกนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกลับได้รับความนิยมสูงขึ้นถึง 258% ในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร โดยผลสำรวจยังระบุอีกว่า 80% ของชาวอังกฤษเชื่อมโยงแบรนด์ที่ใช้ขนสัตว์กับคำว่า ‘โหดร้าย’ และ ‘ล้าสมัย’ ธุรกิจการค้าขนสัตว์ (รวมไปถึงหนังสัตว์ชนิดพิเศษ) จึงเปรียบได้กับเรือลำใหญ่ที่กำลังจะล่มลงในเร็ววัน เราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมแบรนด์ที่เป็นขวัญใจของชาว Gen-Z อย่าง Telfar ซึ่งยืนหยัดในเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก มีกระเป๋า ‘Shopping Bag’ หนังวีแกนที่เป็นสัญลักษณ์ของกระเป๋าแห่งยุคเป็นชิ้นเอก จึงสามารถทำกำไรให้แบรนด์ได้อย่างมหาศาล จาก 102,000 ดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2016 เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2019 แม้แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ลากยาวมาจนถึงปีนี้ สินค้าของ Telfar ก็ยังคงขายดีจนขึ้นคำว่า ‘Sold Out’ อยู่เสมอ

Vivienne Westwood Fall/Winter 2021

และด้วยลักษณะเฉพาะของกลุ่มลูกค้าชาว Gen-Z ที่ไม่นิยมการเป็นแบรนด์ลอยัลตี้แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งนี้เอง ที่ทำให้ทุกๆแบรนด์ไม่ว่าจะเก่าหรือไม่ มีประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่หรือไม่อย่างไรก็สามารถชนะใจได้ หากแบรนด์นั้นๆแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปสู่จุดที่ควรจะเป็น โดยมีเรื่องแฟชั่นยั่งยืนเป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องใดๆ เพราะท้ายที่สุดแล้วคนกลุ่มนี้และคนรุ่นหลังคือผู้ที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่ประสบปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นผลมาจากสิ่งที่คนรุ่นก่อนๆหน้าได้ก่อไว้ โดยเราขอทิ้งท้ายบทความสำหรับคอลัมน์ Inside Fashion ฉบับนี้ด้วยคำตอบของ Dame Vivienne Westwood เมื่อถูกแอลถามว่า จากสถานการณ์ของโลกที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะปัญหาภาวะโลกร้อนที่อุตสาหกรรมแฟชั่นพยายามรณรงค์ด้วยแคมเปญต่างๆมานาน 2 ทศวรรษแต่ก็ดูไม่เป็นผล (โดยมีถุงผ้าลดโลกร้อน? เป็นหนึ่งในแคมเปญเหล่านั้น) วิกฤตการณ์การขาดแคลนน้ำจากสาเหตุต่างๆ (อุตสาหกรรมแฟชั่นใช้น้ำสำหรับการผลิตยีนส์และเสื้อยืดมากพอๆกับปริมาณของน้ำที่คนคนหนึ่งใช้ดื่มได้เป็นเวลา 13 ปี) ปัญหาขยะทะเลและชายฝั่ง (มหาสมุทรจำใจต้องเป็นที่รองรับขยะที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นปริมาณมากกว่า 8 ล้านตันต่อปี) ที่สุดแล้ว ‘เรายังพอมีหวังกับโลกใบนี้หรือไม่? และเรายังเหลือเวลา (ในการเยียวยา) อีกเท่าไหร่?’

Stella McCartney Pre-Fall 2021 แบรนด์ที่มุ่งเน้นวิถีแห่งความยั่งยืน และเป็นแบรนด์วีแกนแบรนด์แรกๆ ของอุตสาหกรรมแฟชั่น

โดยเธอตอบให้รู้สึกว่าเรื่องของแนวคิดรักษ์โลกและวิถียั่งยืนที่นำมาสู่แฟชั่นยั่งยืน ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมของโลกไม่ใช่เรื่องเล่นๆและเป็นเรื่องของทุกคน “ฉันเชื่อว่าเรายังพอมีหวัง หากแก้ไขกันตั้งแต่วันนี้ ฉันให้เต็มที่เลย เราเหลือเวลาอีก...ไม่เกิน 5 ปี” ซึ่งถ้าเป็นจริงอย่างที่เธอบอกไว้ ‘อีกไม่เกิน 5 ปี’ นั่นคงไม่ใช่ต้องการให้ทุกคนตระหนกแต่ต้องตระหนักและเริ่มเยียวยาโลกของเราอย่างจริงจังกันตั้งแต่ตอนนี้

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH