IN THE MAG

หยิ่น-วอร์ กับเรื่องราวชีวิตที่ผกผันขึ้นลง จนสุดท้ายมาร่วมหัวจมท้ายเป็นคู่จิ้นสุดฮอต

แล้วคุณจะรักหนุ่มๆ ทั้งสองคนมากยิ่งขึ้น

17 MAR 2021

วอร์-วนรัตน์ รัศมีรัตน์ อยากเป็นนักดาราศาสตร์ จิตรกร นักวิทยาศาสตร์ และนักออกแบบ ส่วนหยิ่น-อานันท์ ว่อง นอกจากเรื่องครอบครัวแล้วก็ไม่นึกเรื่องอื่นใด ชีวิตทั้งสองผกผันขึ้นลง จนที่สุดมาร่วมหัวจมท้ายเป็นนักแสดงคู่จิ้นสุดดัง แต่ภายใต้ลุคหนุ่มหน้าใส ซ่อนไว้ด้วยความไร้เดียงสาโค้งสุดท้ายของชีวิตวัยรุ่น

“ถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา ไม่มีเลยครับ ประสบการณ์เป็นศูนย์” วอร์พูดถึงช่วงชีวิตก่อนความดังจะระเบิดใส่จากผลงานการแสดงในซีรี่ส์กลรักรุ่นพี่เมื่อปีกลาย เขาเป็นเด็ก (มหา) สารคามที่วันๆเอาแต่วาดรูปตั้งแต่วัยอนุบาล “ผมวาดรูปมาตั้งแต่อนุบาล วาดในสิ่งที่เด็กประถมยังวาดไม่ได้” เขาอวด ตาวาว เสียงภูมิใจ “พอโตมาคิดว่าคนเรียนเก่งโดนชม คนวาดรูปเก่งไม่เห็นโดนชมบ้างเลย ผมวาดรูปเก่ง แต่ไม่สนใจเรียน ตอนประถมทั้งห้องมี 31 คน ผมเคยสอบได้ที่ 30 ตอนครูสอน ผมก็วาดรูป เขาเรียนเลขกัน ผมเดินออกจากห้องไปวาดรูปแมงป่องมาส่งครู

พอขยับมาเรียนประถมฯ วอร์เปลี่ยนใจไปรักดาราศาสตร์ “ตอนผมอยู่ ป. 1 พ่อขับรถกระบะพาไปดูดาวตกกลางทุ่งนา ถ้าพลาดครั้งนั้นต้องรออีกเกือบ 100 ปี ผมก็นอนดู คืนนั้นดาวตกเต็มฟ้าเลย ตั้งแต่นั้นมาผมดูดาวจริงจัง ทำกล้องดูดาวเอง เอากล้องพีวีซีมาส่องดวงจันทร์”

ครั้นมัธยมปลาย เด็กเรียนคาบเส้นเกิดตกบ่วงเสน่ห์วิทยาศาสตร์ เขาหลงใหลการทดลองและฝังตัวอยู่ในห้องสมุดทั้งวัน “ตอน ม. ต้นผมเรียนได้เกรด 2.1 พอ ม. 4 ผมได้เกรด 3.5 ผมว่าผมอาจจะไม่ได้โง่ ผมแค่อยากทำสิ่งที่อยากทำเท่านั้น” วอร์กล่าวและสรุปเอง “พอเรียนเก่ง มีคนชม แต่มันก็… รู้สึกว่าไม่ใช่ความดีใจที่แท้จริง คนชมแล้วยังไง ทำไมเราต้องไปพยายามในสิ่งที่เราเองก็ไม่ได้ชอบเพื่อให้คนอื่นยอมรับ”

หยิ่นแปลว่า ผู้ใจกว้าง หนุ่มลูกครึ่งไทย-ฮ่องกงจึงเล่าเรื่องราวชีวิตตนอย่างไม่ปกปิดให้แอลฟัง “ช่วง ม.ต้นผมเคยคิดอยากเข้าวงการ แต่ไม่รู้ว่าวงการนี้มันเข้ามากันยังไง ไม่รู้ประตูอยู่ไหน ตอบซื่อๆเลย” หยิ่นยิ้มใสจนตาหยี “ผมอยากทำงาน เรามาจากที่ที่ฐานะไม่ค่อยดี ตอนที่มีคนชวนมาแสดงซีรี่ส์กลรักรุ่นพี่ ผมตอบตกลงทันที เราได้โอกาสหาค่าขนมให้ตัวเอง” ตอบตกลงง่ายเหมือนวอร์ แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน “พี่ผู้จัดการมาชวนเข้าวงการ เขาเรียนปริญญาโทที่ ม. ขอนแก่น” วอร์เล่าชะตากรรมที่บังเอิญอย่างแสนวิเศษ “ผมปฏิเสธแบบไม่มีเยื่อใย ‘ไม่เอาครับ ไม่อยากทำ’ พี่เขานัดผมไปคุยที่ร้านกาแฟ ‘ผมไปได้ยังครับ’ ผมพูดแบบอหังการมากเลย” วอร์หัวเราะเอ็นดูตัวเองในวัย 18 

เวลาผ่านไป 2 ปี รุ่นพี่ปริญญาโทคนเดิมมาจีบวอร์ให้เข้าวงการบันเทิงอีกรอบ วอร์ในช่วงใกล้เรียนจบกลับไม่ปฏิเสธเด็ดขาดอย่างเคย “เราเรียนในโรงเรียนมาทั้งชีวิตเป็นสิบปี อยู่ดีๆก็ไม่มีเรียนแล้ว แล้วจะไปทำอะไรต่อ ก็พอดีพี่เขามาถามเรารอบที่ 2 แล้ว แสดงว่าเขาเห็นอะไรในตัวเรา รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นขงเบ้งตอนเล่าปี่มาตามไปเป็นกุนซือหลายรอบในสามก๊ก (หัวเราะ) โอกาสแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน เราลองดูสักตั้งดีไหม

วอร์เริ่มจากงานรีวิวสินค้า ถ่ายแบบ เล่นละคร เวลาผ่านไปเป็นปี ชื่อเสียงเริ่มมี คนเริ่มติดตาม วอร์เดินไปบอกผู้จัดการว่าจะไม่ทำแล้ว “งานแสดงหรือถ่ายแบบผมพอสู้ได้ แต่เรื่องการวางตัว ต้องเจอคนเยอะๆ เจอผู้ใหญ่ ผมทำตัวไม่ถูก บางทีไปทำงานแล้วมีกล้องถ่ายตาม ผมหนีไปซ่อนเลย ลึกๆเรารู้สึกว่าเรายังไม่ใช่ของจริง คนมาติดตามเราเพราะอะไร แต่จุดที่ตัดสินใจอยู่ต่อคือจุดที่สัญญายังไม่หมด มันคือชีวิตจริงที่เราไม่ชอบแล้วไม่สามารถเดินไปบอกอาจารย์ได้ว่า อาจารย์ครับ ผมไม่เรียนสาขานี้แล้ว” วอร์หัวเราะแห้งให้กับการเปลี่ยนผ่านจากเด็กเป็นผู้ใหญ่

หยิ่นเริ่มจุนเจือกระเป๋าสตางค์ตัวเองได้ตั้งแต่อยู่มัธยมต้น ด้วยอาชีพของคน Gen Z เช่นกัน “พี่ผู้จัดการมาจีบผมในไอจีให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ลองถ่ายรูปกับสินค้า เราก็ทำและทำมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งพี่เขาคิดจะทำซีรี่ส์เลยมาถามผมว่า ลองทำงานแสดงดูไหม ปัจจัยหลายๆอย่างในชีวิตผมมัน…ไม่รู้จะเสียอะไรแล้วก็ลองเสี่ยงดู ผมบอกพี่เขาไปว่า ผมทำครับ ปกติผมจะกล้าๆ กลัวๆทำดีไหม จะทำได้ไหม งานแสดงเราไม่เคยทำมาก่อน กลัวก็กลัวแต่มันไม่มีอะไรจะเสียไปกว่านี้แล้ว

เขาพูดว่าไม่มีอะไรจะเสียมา 2 ครั้ง แสดงว่าเคยสูญเสียทั้งหมดมาก่อน หยิ่นยิ้มน้อยนิดหนึ่งก่อนเล่าให้ฟังยืดยาวว่า “พ่อผมเป็นนักธุรกิจฮ่องกง หอบเงินมาลงทุนเปิดบริษัทเสื้อผ้าที่เมืองไทย ธุรกิจไปได้ดีเลย แต่ผ่านไปแค่ 1-2 ปี ประเทศไทยเจอต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจพัง บริษัทของพ่อก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่พังลง พังไม่พอ เป็นหนี้ด้วย พ่อไม่ได้เลี้ยงลูกแบบครอบครัวคนไทยที่จะเลี้ยงเหมือนไข่ในหิน ที่ลูกไม่ต้องเครียด ไม่ต้องรับรู้ปัญหาในครอบครัวเลย แต่พ่ออยากให้เราเผชิญหน้ากับความจริง ถึงเวลาล้มเราจะได้ไม่รู้สึกเหมือนตกจากที่สูงมากๆ ผมเลยรู้แต่เนิ่นๆว่าบ้านจะถูกยึด เราจะต้องสูญเสียสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปตั้งแต่อยู่ ป. 6 ผมก็ยังเด็ก เอ๋อไปพักหนึ่ง แต่ผมว่าดีกว่ามาเอ๋อตอนโต"

“ผมอยู่เมืองไทยกับยายและพี่ชาย แม่แยกทางกับพ่อ พ่อต้องไปทำงานที่แทบจะได้ค่าแรงขั้นต่ำที่ฮ่องกง เงินได้มาก็ส่งมาเมืองไทย บ้านเราไม่มีเพราะโดนยึด ก็ต้องเช่าบ้านอยู่ พ่อส่งเงินค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟและค่าขนมของผมกับพี่ ส่วนยายผมอายุเยอะแล้วยังต้องไปขายก๋วยเตี๋ยวที่ตลาดอยู่เลย มันเป็นภาพที่เราเห็นแล้ว...ทุเรศตัวเอง ผมตัดสินใจว่ามีงานอะไรก็จะทำทุกอย่าง โชคดีที่ได้งานอินฟลูเอนเซอร์ ก็ได้เงินมาช่วยที่บ้านได้บ้าง เราพายายไปกินข้าวนอกบ้านได้ ซื้อนั่นซื้อนี่ได้บ้าง เงินที่ได้ก็เอาไปเคลียร์หนี้ให้แม่จนหมด ติดแค่ว่าตอนนี้ผมยังมีรายได้ไม่มากพอจะช่วยเคลียร์หนี้พ่อ นั่นคือเหตุผลทั้งหมดว่าทำไมผมรับงานแสดง ผมไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า แต่ผมต้องทำ

“แต่วันแรกที่เข้าฉากก็เอ๋อไปเลย” หยิ่นหัวเราะความเปิ่นของตัวเอง “คนเดินไปเดินมาเต็มกองถ่าย มีรางกล้อง สายไฟเต็มพื้น ฉากแรกผมจำได้เลยว่าผมถามพี่วอร์ว่า ‘พี่ นี่เราจะเริ่มถ่ายกันแล้วเหรอ’ พี่วอร์ก็บอกว่าใช่ เรากำลังจะเริ่มกันแล้ว” วอร์เสริมให้ด้วยว่า “ผมทำงานในวงการมา 4 ปี ตอนนี้เป็นช่วงที่งงที่สุด เพราะกลรักรุ่นพี่จู่ๆก็ดัง ไม่คาดคิดว่าเราจะมาถึงวันนี้ได้ เวลาทำงาน ผมคิดตลอดเลยว่านี่อาจจะเป็นงานสุดท้ายก็ได้ อะไรก็ไม่แน่นอน”

แต่ความไม่แน่นอนของวงการบันเทิง บางแง่มุมก็เยียวยาบางคนได้ “ก่อนหน้านี้ที่ผมขัดแย้งในตัวเองตลอดเวลา หลุมดำในใจเราค่อยๆเล็กลง” อดีตคนเคยอยากเป็นนักดาราศาสตร์อัพเดตสภาวะของหลุมดำในกาแล็กซี่ชื่อวอร์ให้ฟัง “ผมคิดว่าต้องเปลี่ยนความคิดตัวเองใหม่ ส่วนที่เราไม่ชอบมันก็ต้องทำ แล้ววันไหนที่เรามีคุณค่ามากพอ ส่วนนั้นน่าจะเป็นส่วนที่เราภูมิใจ พอเวลาผ่านไป มันเป็นความจริง เรามีซีรี่ส์ที่คนดูชื่นชอบ คนเริ่มตามเราเพราะข้างในเราจริงๆ จากที่เขาชมว่า ‘พี่วอร์น่ารักจัง’ ก็เปลี่ยนเป็น ‘หนูฝึกเล่นกลองเพราะพี่’ เวลาที่รู้ว่าผมเป็นแรงบันดาลใจให้ใครได้ผมจะดีใจมาก”

หยิ่นเห็นพ้องด้วยในเหตุผลนี้ในวันที่เขากลายเป็นหัวหน้าครอบครัว “ผมภูมิใจที่ดูแลครอบครัวได้ ชีวิตนี้ตัวผมเองอะไรก็ได้ อยากให้ที่บ้านสบายก่อนแล้วเราค่อยนึกถึงตัวเอง ผมอยากให้ยายสบาย เขาอายุ 70 กว่าแล้ว สังขารยายไม่ไหวละที่จะไปทำงานหนัก ผมเลยบอกให้ยายหยุดอยู่บ้าน ในเรื่องการเป็นนักแสดงผมก็ภูมิใจ เวลาสัมภาษณ์ผมจะพูดเรื่องครอบครัวหมดเปลือกเลยอย่างที่พูดอยู่ ผมไม่อาย ไม่ได้เฟค บางทีสิ่งที่ผมพูดไปทำให้หลายคนได้คิด หรือได้ย้อนมองตัวเองว่าที่บ้านเรามีปัญหาแล้วพ่อแม่ไม่บอกหรือเปล่า เขาติดตามเราแล้วได้ทัศนะชีวิตบางอย่างกลับไป ครั้งหนึ่งในชีวิตผมดีใจที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้” หยิ่นบอกอย่างปลาบปลื้มจริงใจ

“ด้วยความที่กลรักรุ่นพี่ดังมาก ตอนแรกมีแค่ 4 ตอนก็เลยขยายมาทำภาคเต็ม กำลังจะถ่ายทำกันอยู่แล้วก็ติดโควิดพอดี เลยเลื่อนตารางออกไป” หยิ่น-วอร์ส่งนัยน์ตาเว้าวอนและเสียงอ้อนผ่านหน้ากระดาษ “ระหว่างรอ แฟนคลับจะหายไปจากเรากันหรือเปล่า”

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH