Type To Search
X
FOLLOW
20 Sep 2018
เบื้องหลังชีวิตของ Dries Van Noten ดีไซเนอร์อิสระที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก
Designer's View จากนิตยสารแอลฉบับเดือนกันยายน 2561
Benjamin Pete Wong
View this post on Instagram

A post shared by Dries Van Noten (@driesvannoten) on

Dries Van Noten ได้ถือกำเนิดผลงานคอลเล็กชั่นใหม่สำหรับสุภาพสตรี ในตอนนั้นเขากำลังเดินไปเดินมาอย่างกระสับกระส่าดรีสเรียกอาการนี้ว่า ‘ภาวะหลังเกิดแรงกดดัน’ แม้ว่าในความจริงแล้วมีเหตุผลมากมายที่จะทำให้เขามีความสุขและปลื้มใจไปกับมัน ผลงานการออกแบบของเขาได้แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของ Hôtel de Ville ในกรุงปารีส ผลงานที่สามารถสวมใส่ได้ง่ายและเปี่ยมไปด้วยศิลปะตามแบบฉบับอาร์ตเดโค งานศิลปะนอกกรอบ และสปอร์ตแวร์แนวร่วมสมัย สื่อเก่าแก่อายุ 108 ปีที่เรียกได้ว่าเป็นไบเบิลของแฟชั่นอย่าง Women’s Wear Daily ได้กล่าวว่า “นี่คงเป็นการทำให้เราระลึกว่าในบางครั้งแฟชั่นที่บริสุทธิ์ก็เป็นประสบการณ์ที่เพียงพอแล้ว” ทั้งหมดนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ส่วนใหญ่แล้วดีไซเนอร์มักตื่นเต้นกับความสำเร็จแต่ดรีสไม่ใช่ดีไซเนอร์เหล่านั้น

View this post on Instagram

A post shared by Dries Van Noten (@driesvannoten) on

Dries Van Noten เป็นบุคคลที่มีความพิเศษ เขาให้สัมภาษณ์ถึงช่วงเวลาที่ได้พิจารณาตัวตนข้างใน แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาเกือบ 4 ทศวรรษที่เขาเดินอยู่บนถนนสายแฟชั่น และมากกว่า 100 โชว์ภายใต้วิสัยทัศน์ของเขา ดรีสได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักออกแบบไร้สังกัดที่โด่งดังที่สุดแห่งวงการแฟชั่น ตัวเขาได้พบว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะย้อนกลับไปดูคอลเล็กชั่นหลังจากวันที่โชว์จบลง แถมเขายังตำหนิตัวเองด้วยอีกว่า “ผมเป็นคนที่รักความสมบูรณ์แบบมากเกินไป และไม่สามารถรับมือกับความผิดหวังที่จะเกิดขึ้นได้ในวันรุ่งขึ้น ดังนั้นมันคงจะเป็นการดีกว่าที่จะกลับบ้านที่แอนต์เวิร์ปในคืนนี้เลยเพื่อให้ได้มีช่วงเวลาว่างบ้าง”

View this post on Instagram

A post shared by Dries Van Noten (@driesvannoten) on

เรานั่งอยู่ในออฟฟิศของดรีสในย่าน Le Marais ใจกลางกรุงปารีส ภายในรายล้อมไปด้วยหนังสือจำนวนมาก และเหล่าเครื่องเรือนโบราณที่เขาใช้ระยะเวลาในการเก็บรวบรวบหลายปี ทั้งหมดถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ นักออกแบบชาวเบลเยียมผู้แลดูอ่อนกว่าวัย (แม้ว่าเขาจะมีอายุถึง 60 ปีแล้วก็ตาม) มาพร้อมกับท่าทีสุขุมท่ามกลางบรรยากาศความวุ่นวายของเหล่าทีมงานที่ง่วนอยู่กับการตกแต่งรายละเอียดบนเสื้อผ้าที่อยู่ถัดออกไปนอกห้องทำงานของเขา นอกจากนี้ยังมีบายเออร์บางส่วนจากรีเทลเลอร์อันทรงอิทธิพลอันดับต้นๆของโลกก็กำลังดูผลงานอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นลายพิมพ์สีสันสดใส โครงชุดจากยุค ’20s ชุดแนวเทเลอร์ทรงหลวม และงานปักที่มีความแวววาว ซึ่งดรีสได้เผยผลงานของเขาให้เห็นก่อนที่โชว์จะเริ่มขึ้นในอีกไม่ถึง 24 ชั่วโมงข้างหน้า

เหล่าผู้ทรงอิทธิพลด้านการค้าปลีกแฟชั่นกระหายอยากจะนำผลงานชิ้นต่างๆของดรีสเข้าไปแขวนอยู่บนราวในห้างสรรพสินค้าและคลังสินค้าออนไลน์ของพวกเขา การปรนเปรอความกระหายแก่ฐานแฟนคลับช่างมากมายจริงๆ บุคคลผู้มีชื่อเสียงที่จงรักภักดีในแบรนด์ล้วนเป็นส่วนสำคัญ และยังเป็นการบ่งบอกถึงความสำเร็จของดรีสไม่ว่าจะเป็น Michelle Obama, Meryl Streep และ Rihanna รวมไปถึงผู้ติดตามผลงานอีกมากมายที่ช่วยขับเคลื่อนยอดขายในร้านให้เติบโตในอัตราเลขสองหลักอย่างคงที่ ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในออกแบบไร้สังกัดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในวงการแฟชั่น ในขณะที่ยักษ์ใหญ่แห่งวงการรายอื่นยังมีความไม่แน่นอน

View this post on Instagram

A post shared by Dries Van Noten (@driesvannoten) on

ในอาคารตอนนั้นช่างเป็นบรรยากาศที่อึกกระทึกและจอแจ พวกเรากำลังนั่งอยู่ในห้องที่มีแสงสว่างจ้า ดรีสกำลังตรึกตรองเกี่ยวกับก้าวต่อไปของเขา “ผมใช้ระยะเวลาเพียงสั้นๆเพื่อมองสิ่งที่ผมมีความสุขกับมันทีละเล็กละน้อย และอะไรที่ผมไม่มีความสุขกับมัน เช่น บทวิจารณ์หรืออะไรก็ตามแต่ ยังไงมันก็เป็นเรื่องดีที่พวกเราได้ทำมันไป และในวันนี้ผมพร้อมแล้วสำหรับการแสดงผลงานในฤดูกาลถัดไป เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้พวกเราได้เริ่มทำคอลเล็กชั่นสำหรับผู้ชายแล้ว ไม่มีเวลาสำหรับการคิดให้วุ่นวาย พวกเราต้องเดินหน้าต่อไปแล้ว”

View this post on Instagram

A post shared by Dries Van Noten (@driesvannoten) on

คุณสามารถพูดได้ว่านี่คือสมดุลแห่งการเรียนรู้แบบลงมือทำจริงและการข่มใจตัวเอง มันคือรากฐานแห่งการประสบความสำเร็จของเขา หลายโชว์ของดรีสมักจะมอบประสบการณ์ร่วมทางอารมณ์อันน่าประทับใจ การฉลองครบ 100 โชว์ล่าสุดของเขาเหล่าบรรดาบรรณาธิการ (ที่พวกเขามักมาพร้อมกับใบหน้าไร้อารมณ์) กำลังยิ้มและน้ำตาคลอ เช่นเดียวกับนางแบบรุ่นใหม่ รุ่นอาวุโส และ ‘friends of the house’ ที่เดินมาบนรันเวย์ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นกลอุบายการทำ insta-bait หรือเป็นแผนทำการตลาดแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่โมเมนต์ที่ผู้หญิงสวยต่างวัยต่างเชื้อชาติกำลังสวมอาภรณ์อันงดงามก็เท่านั้น

แต่ดรีสเป็นนักออกแบบที่มีพื้นฐานแห่งอารมณ์ของความเป็นจริง ผลงานการออกแบบของเขาทั้งดูฉลาด ท้าทาย ไม่ต้องวิ่งตามแฟชั่น หรือทำให้มันดูยากเกินจะเข้าใจ มันช่างเป็นจุดสมดุลระหว่างตัวตนที่มีความคูล และการตลาดอันแยบยล “คอลเล็กชั่นของดรีสครอบคลุมและเข้าถึงได้ ทั้งคัตติ้ง รูปทรงเหมาะสมกับรูปร่างที่หลากหลายและส่วมใส่ง่าย” จากคำบอกเล่าของ Hazel Catterall หัวหน้าฝ่ายเครื่องแต่งกายสตรีของ Harvey Nichols ว่าทำไมดรีสคือดีไซเนอร์ที่มียอดจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าติดอันดับบนอย่างสม่ำเสมอ “คอลเล็กชั่นของเขาดูช่างลุ่มลึก แล้วมันไม่ทำให้ดูเหมือนว่าตกเป็นเหยื่อของแฟชั่น” อีกหนึ่งคำบอกเล่าจาก Susannah Frankel บรรณาธิการบริหารนิตยสาร AnOther (ทั้งเขาและเธอเป็นเพื่อนกันมายาวนาน ทั้งคู่ยังเคยร่วมกันทำหนังสืออีกด้วย) “เขาเป็นนักออกแบบที่กล่าวได้ว่ามีเซ้นส์ที่ถูกต้องที่สุด ความหลงใหลเกี่ยวกับงานหัตถศิลป์ของเขา และความสามารถในการนำเอาตัวตนมาใส่ในเสื้อผ้าจนทำให้ผู้สวมใส่มีความสุข และพวกเขาก็มีความสุขกับมันจริงๆ”

View this post on Instagram

A post shared by Dries Van Noten (@driesvannoten) on

สำหรับนักออกแบบหลายคนการมีวิสัยทัศน์ ความคิดสร้างสรรค์ และผลงานบนรันเวย์ที่ยอดเยี่ยมเพื่อนำเสนอเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้ในชีวิตประจำวันนั่นอาจเพียงพอแล้ว แต่สำหรับดรีสสิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจสิ่งที่ผู้หญิงต้องการอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นสูทเทเลอร์ตัวสวยที่ออกแบบมาเพื่อการเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆ กระโปรงที่ตกแต่งด้วยงานปักที่สามารถส่วมใส่ไปทำงานในออฟฟิศ ไปงานเปิดแกลเลอรี หรือแม้กระทั่งมือค่ำสุดพิเศษ เสื้อเชิ้ตที่อยู่เหนือเทรนด์ต่างๆที่หมุนเวียนไปอย่างรวดเร็ว และอื่นๆ ทำให้เขาคือนักออกแบบที่หาได้ยากยิ่ง เป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้จริงและเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์เราไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างหนึ่งอย่างใด ดรีสยังคงดำเนินงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป เหลาคมซิกเนเจอร์ของตัวเองจากฤดูกาลสู่ฤดูกาล และมันยิ่งทวีคูณมากขึ้นอย่างคงเส้นคงวา ความเงียบสงบคือสิ่งที่ใกล้สูญพันธุ์ในช่วงเวลาที่แฟชั่นอยู่ในห้วงของความยุ่งเหยิงในยุคดิจิทัล ช่วงที่มีความสนใจต่อผู้มีชื่อเสียงในโลกสังคมออนไลน์เพียงระยะสั้นๆ

View this post on Instagram

A post shared by Dries Van Noten (@driesvannoten) on

ดรีสมีความเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับยุคใหม่ของแฟชั่น “ผมคิดว่าความหรูหราจริงๆได้ตายจากเราไปแล้ว หากย้อนกลับไปในอดีตความหรูหราคือการไปพักอยู่ในโรงแรม 5 ดาวที่ไหนสักแห่ง แต่ในตอนนี้ความหรูหราอาจจะเป็นการที่คุณเดินทางไปอยู่ในกระท่อมบนภูเขาสงบๆที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ทำให้คุณไม่ต้องอ่านอีเมลหรือรับโทรศัพท์เรื่องงานที่เห็นแล้วปวดหัว” ดรีสกล่าวต่ออีกว่า “ในอดีตแฟชั่นมีเพียง 2 ฤดูกาลต่อปีสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย แต่ในตอนนี้แฟชั่นเป็นเหมือนกระสุนรูปภาพจำนวนมหาศาลที่ระดมยิงใส่คุณ ตอนนี้โชว์เต็มตารางเวลาไปหมดแล้ว เพราะมันมีทั้งระบบ see now buy now และหลายแบรนด์แสดงผลงานในช่วงระหว่างสัปดาห์โอต กูตูร์ แต่ว่าแบรนด์เหล่านั้นไม่ใช่โอต กูตูร์ หรือการแสดงผลงานในช่วงระหว่างสัปดาห์แฟชั่นสตรีแต่มีการแสดงแบบผลงานสำหรับสุภาพบุรุษ เอ๊ะ! เดี๋ยวก่อนนะครับตอนนี้ถึงฤดูกาลไหนแล้ว? ” ดรีสพูดเสริมอีกว่า “ผมรู้เกี่ยวกับแฟชั่นเป็นอย่างดี แต่ตอนนี้ผมไม่สามารถตามมันได้อีกต่อไปแล้ว (เทรนด์) นั่นเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะผมคิดว่าแฟชั่นเป็นอะไรที่งดงามเกินกว่าจะทำลายด้วยวิธีนี้”

View this post on Instagram

A post shared by KATHARINE HAMNETT LONDON (@katharinehamnett) on

ความเชื่อมั่นที่น้อยลงของดรีสเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของการเคลื่อนไหวในโลกแฟชั่นเหมือนที่นักออกแบบใช้รันเวย์เพื่อเป็นเวทีในการประกาศสโลแกนต่อต้านสิ่งนั้นสิ่งนี้ การจำลองการประท้วงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว “ผมคิดว่าคนแรกที่เป็นนักเคลื่อนไหวคือ Katharine Hamnett และเธอทำมันในแนวทางที่ดีมาก ทำด้วยสุจริตใจ และไม่ได้ทำเพียงเพื่อขายเสื้อยืดเพียงเท่านั้น ในตอนนี้มีนักออกแบบมากมายที่ทำไปเพื่อการขายเท่านั้น และนั่นเป็นอะไรที่ทำให้ผมหัวเสีย”

View this post on Instagram

A post shared by Dries Van Noten (@driesvannoten) on

จุดยืนที่ยิ่งใหญ่ของดรีสได้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการ “อะไรก็ตามที่ผมได้พยายามทำลงบนเสื้อของผมมันคือ องค์ประกอบที่จะทำให้ผู้คนสามารถใช้มันเพื่ออธิบายตัวตนของพวกเขา เพราะทุกคนล้วนต้องแต่งตัว ผมอยากแสดงให้เห็นตัวเลือกที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น คุณสามารถใส่แบบนั้นหรือใส่แบบนี้กับส้นสูง สั้นเตี้ย หรือกับบู๊ต พวกเราแสดงผลงานบนนางแบบหลายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น สูงวัย บางคนดูอ่อนหวาน บ้างก็เซ็กซี่ หรือดูโหดๆเลยก็มี ความสุขอีกอย่างคือการที่สินค้าของผมที่ Liberty มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับที่ Selfridges และ Browns บางครั้งในคอลเล็กชั่นเดียวกันแม้ว่าจะเป็นชิ้นเดียวกันแต่มันมีจุดสนใจที่แตกต่างกัน” ดรีสเสริมว่า “ผมคือนักธุรกิจที่ยังต้องการมองเห็นบริษัทดำเนินต่อไปด้วยดี แต่ผมก็ยังต้องการหลายสิ่งที่เปิดกว้างและเป็นอิสระจริงๆ”

View this post on Instagram

A post shared by Dries Van Noten (@driesvannoten) on

ตั้งแต่ช่วงเยาว์วัยเขาได้เรียนรู้และพัฒนาความเข้าใจในด้านธุรกิจแฟชั่น เขาเติบโตในเมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม ในครอบครัวของคนสองยุคสมัยของการทำงานด้านเทเลอร์ “ผมเป็นคนเบลเยียมที่หัวอนุรักษ์มากๆ เติบโตมาในครอบครัวของชนชั้นกลาง พ่อ-แม่และปู่ทำงานด้านเสื้อผ้า พ่อเปิดร้านเป็นของตัวเองตอนผมอายุ 12 ปี หลังจากทำการบ้านเสร็จผมจะวิ่งไปรอบๆร้านของพ่อ แกะกล่องของที่ส่งมาใหม่”

View this post on Instagram

A post shared by Dries Van Noten (@driesvannoten) on

เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาในโรงเรียน ส่วนในช่วงวันหยุดของครอบครัวเขามักจะไปตามเกาะที่มีแสงแดดสดใส หรือตามชนบทที่งดงาม ดรีสใช้เวลาไปกับการซื้อของพร้อมกับพ่อ-แม่ในแฟชั่นโชว์อย่างเช่นที่ Pitti Uomo ในฟลอเรนซ์ “มันสร้างความประทับใจให้ผมเป็นอย่างมาก และผมก็ชอบมันมากๆด้วย” เขากล่าวต่ออีกว่า “ในช่วงต้นยุค ’70s ผมเริ่มดูโทรทัศน์มากขึ้น และผมได้เห็นการแสดงของ David Bowie ที่แสดงเป็น The Jean Genie ตาของผมเบิกกว้าง เช่นเดียวกับการที่คุณค้นพบตัวตนในตอนอายุ 15-16 ปี ว่าคุณเป็นเกย์นั้นมันไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลย เมื่อคุณพบว่าคุณเติบโตมาในครอบครัวหัวอนุรักษ์ ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การเลี้ยงดู โรงเรียน ทุกๆสิ่งที่หล่อหลอมตัวตนของคุณขึ้นมา ไม่ว่าคุณจะต้องการมันหรือไม่ก็ตาม สำหรับผมแล้วมันคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่สร้างตัวตนที่ผมเป็น”

View this post on Instagram

A post shared by Dries Van Noten (@driesvannoten) on

ด้านการศึกษาดรีสได้เข้าศึกษาที่ Royal Academy of Fine Arts Antwerp ที่ที่ทำให้เขาได้พบเจอกับเพื่อนร่วมกลุ่มอย่าง Walter Van Beirendonck, Ann Demeulemeester, Dirk Van Saene, Dirk Bikkembergs และ Marina Yee พวกเขาได้รวมตัวกันสร้างจุดเริ่มต้นที่ช่วยผลักดันให้ประเทศเบลเยียมขึ้นมาอยู่บนแผนที่แฟชั่นโลก และพวกเขาได้กลายเป็นกลุ่มที่มีชื่อเสียงที่ใช้ชื่อว่า ‘Antwerp Six’

View this post on Instagram

A post shared by Dries Van Noten (@driesvannoten) on

พวกเขาหอบหิ้วเสื้อผ้าไปยังลอนดอน “พวกเราคิดแล้วว่าแฟชั่นที่มาจากเบลเยียมจะต้องเป็นอะไรที่ประหลาดเอามากๆ เพราะว่าแฟชั่นสำหรับคนทั่วไปแล้วมันควรจะมาจากฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี หรือบางครั้งก็มาจากอเมริกา ดังนั้นจึงมีคนเบลเยียมที่พูดว่ามันดูไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ แต่คนก็พร้อมรับสำหรับไอเดียนี้” ดรีสบอกต่อว่า “นั่นคือการเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าแฟชั่นในตอนนี้มันมีอยู่ทั่วทุกมุมโลก ด้านหนึ่งมันก็ทำสิ่งต่างๆที่ดูง่ายขึ้นแต่ในทางกลับกันมันน่าจะแปลกใหม่กว่านี้ ยิ่งถ้าคุณเริ่มต้นเป็นนักออกแบบในวันนี้ คุณมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆมากมาย แต่ในตอนนนั้นพวกเราต้องไปยังแผงขายหนังสือพิมพ์เพื่อซื้อนิตยสาร เปิดไปยังหน้าสุดท้ายของนิตยสารว่าร้านไหนนำคอลเล็กชั่นใหม่เข้าไปจำหน่าย และเขียนจดหมายไปหาพวกเขาว่าเรากำลังจะนำเสนอผลงาน เพราะตอนนั้นเราไม่มีแม้กระทั่งเครื่องแฟกซ์ สิ่งที่เราทำก็คือการส่งโปสการ์ดใบเล็กๆไปยังร้านค้าเหล่านั้นเพื่อที่จะบอกว่าพวกเรากำลังจะจัดแสดงผลงานในลอนดอน แต่ในตอนนี้เราทำเพียงแค่เปิดแล็บท็อปที่ได้ทั้งส่งอีเมล และสื่อสารผ่านกันทางอินสตาแกรมหรือทวิตเตอร์ วิธีการมันแตกต่างไปจากเมื่อก่อนอย่างชิ้นเชิง แต่ในท้ายที่สุดแล้วมันก็คือสิ่งเดียวกัน”

View this post on Instagram

A post shared by Dries Van Noten (@driesvannoten) on

การประสบความสำเร็จอย่างยาวนานของดรีสในฐานะเจ้าของธุรกิจที่อิสระในยุคที่กลุ่มแฟชั่นยักษ์ใหญ่ครองแบรนด์แฟชั่นเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในการก้าวถอยหลังออกจากระบบ ดรีสใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในแอนต์เวิร์ปแทนที่จะเป็นในเมืองหลวงแฟชั่นที่ใดสักแห่ง (เขามีสตูดิโอและออฟฟิศที่ตั้งอยู่ในปารีส) เขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับ Patrick Vangheluwe คู่ชีวิตวัย 32 ปีในบ้านหลังใหญ่ ที่ที่พวกเขาทำอาหารจากพืชผักที่พวกเขาปลูกในสวนหลังบ้าน และเลี้ยงสุนัข “คุณต้องมีเรื่องง่ายๆในชีวิต” เขากล่าว

View this post on Instagram

A post shared by Dries Van Noten (@driesvannoten) on

ในท้ายสุดนี้การเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดมักมาพร้อมกับความกังวล สำหรับดรีสแล้วเขามีหนทางในการหาคำตอบให้กับตัวเองอยู่เสมอ “ผมคิดว่ามันเป็นความฝันของนักออกแบบทุกคนที่ใช้เวลาช่วงวันหยุดพักผ่อนระหว่างของช่วงการทำงาน 6 เดือนใน 1 ฤดูกาล การมีเวลาให้กับตัวเองเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ และมีเวลาได้คิด แต่มันอาจยาก คุณอาจคิดว่าฉันบ้าหรือเปล่าและมันจำเป็นด้วยหรือ? บางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องคิดเยอะอย่างที่ผมเป็นอยู่ก็ได้ แต่การตั้งคำถามกับตัวเองมันก็ได้ให้อะไรดีๆกลับมา สำหรับผมนั่นคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก”

 

Free Sprit Woman: รากลึกของจิตวิญญาณแห่งสตรีคือความอิสระ

View this post on Instagram

A post shared by Dries Van Noten (@driesvannoten) on

หากเปรียบเทียบการเดินชมผลงานของ Dries Van Noten เป็นเรื่องราวสักอย่าง เราคงนึกถึงการเดินเข้าไปในแกลเลอรีผลงานศิลปะมากกว่าการเดินเข้าไปช็อปปิ้งในร้านมัลติแบรนด์ ผลงานคอลเล็กชั่นฟอล/วินเทอร์ 2018 ที่เขาให้คำจำกัดความว่าเป็นผลงานที่เปี่ยมด้วยความสนุกสนาน ความเป็นธรรมชาติ ความบริสุทธิ์ ความเป็นปัจเจก ความกล้าแสดงออก ความมีอำนาจ ความหลงใหล และความอิสระ สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้แสดงออกถึงพลังแห่งอิสตรีอย่างครบถ้วนผ่านรูปแบบศิลปะ Art Brut และ Outsider Art

ผลงานของดรีสในคราวนี้นำเสนอซิลูเอตที่หลากหลายตั้งแต่เสื้อไซซ์ใหญ่โครงไหล่โค้งมนจากทศวรรษที่ 1920- 1930 ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากผลงานของ Paul Poiret ในยุคอาร์ตเดโค และความฟู่ฟ่าหรูหราของทศวรรษที่ 1970 สู่รูปทรงกราฟิกในแบบปัจจุบัน ความแตกต่างเรื่องโครงร่างต่างๆของผู้หญิงในแต่ละยุคถูกนำมาสอดประสานให้เข้ากันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นส่วนของสีสันที่แต่งแต้มให้คอลเล็กชั่นสนุกสนานมากยิ่งขึ้นด้วยการใช้คู่สีคัลเลอร์บล็อก และลวดลายที่ต้นแบบวาดด้วยสีน้ำและปากกาลูกลื่นเป็นภาพของขนนกยูง หากคุณคิดว่าลวดลายที่ว่าตรึงตาของคุณแล้ว เราอยากให้คุณได้สังเกตลึกลงไปยังเทคนิคการใช้พื้นผิวที่ต่างกัน ทำให้ผลงานของเขามีมิติและน่าสนใจมากยิ่งขึ้นด้วยการใช้วัสดุอย่างผ้าแจ็กการ์ด 3 มิติ ผ้าไหมซาติน ผ้าไหมทัฟเฟต้า ผ้าลาเม่ ขนนก หรือแม้แต่งานปักประดับลงบนผ้า นับว่าเป็นผลงานที่ช่วยเสริมสร้างพลังและความงดงามให้กับผู้หญิงที่ชอบความลุ่มลึกในผลงานศิลปะและถวิลหาการสร้างคุณค่าให้กับตนเอง

เขียน: Kenya Hunt / แปล: Wattakul N. / เรียบเรียง: ฆนากร เพชรตระกูล

บทความจากคอลัมน์อินไซด์แฟชั่น นิตยสารแอล ฉบับเดือนกันยายน พ.ศ. 2561
YOU MIGHT ALSO LIKE
MORE
load more stories
1
https://www.ellethailand.com/wp-content/uploads/2018/09/frontdries.jpg