Type To Search
X
FOLLOW
15 Nov 2018
ขนสัตว์เทียมคือเทรนด์ใหม่ของโลกแฟชั่น!
ปี 2018 คือปีแห่งการลดละเลิกการใช้ขนสัตว์แท้
Benjamin Pete Wong

การนิยมบริโภคสินค้าที่ทำจากขนสัตว์เทียมเริ่มเห็นเด่นชัดขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และดูเหมือนว่าได้กลายเป็นกระแสแฟชั่นหลักในช่วงเวลานี้ ก่อนที่จะยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้นตามการคาดการณ์ของเรา นับเป็นนิมิตหมายอันดีเพราะเชื่อว่าถ้าผู้อ่านนิตยสารแอลที่รักสัตว์โลกเป็นชีวิตจิตใจได้เสพเรื่องราวเหล่านี้แล้วคงอิ่มเอมใจอยู่ไม่น้อย รวมไปถึงกลุ่มอนุรักษ์หลากหลายกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม People for the Ethical Treatment Animals (PETA) คงประหยัดแรงการบุกขึ้นรันเวย์เพื่อชูสโลแกนอย่างที่แล้วๆมา

Givenchy Fall/Winter 2018

การรณรงค์ให้ลดละเลิกขนสัตว์ (การถลกหนังเพื่อนำขนสัตว์มาแปรรูป) ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ ในอดีตที่ผ่านมามีการรณรงค์เกิดขึ้นมากมายจากหลายกลุ่มอนุรักษ์สัตว์ อาทิ Animal Liberation Front (A.L.F.), National Animal Welfare Trust (NAWT) ที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ทศวรรษที่ ‘70s และกลุ่ม PETA ที่ออกรณรงค์เรื่องนี้ตั้งแต่ทศวรรษที่ ‘80s โดยเน้นหนักไปยังอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพราะแฟชั่นเปรียบเสมือนเข็มทิศชี้นำให้ผู้ชื่นชอบความหรูหราทั่วโลกหันมาบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากขนสัตว์ กระแส ‘Fur-Free’ เริ่มร้อนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นปี หลังจากที่ Givenchy โดย Clare Waight Keller เลือกที่ประกาศจุดยืนด้วยการนำเสนอคอลเล็กชั่นฤดูหนาวประจำปีโดยมีคีย์พีซที่ทำมาจากขนสัตว์เทียม (ยกเว้นการใช้ขนแกะ) พร้อมทั้งติดแฮชแท็กบนโซเชียลมีเดียอย่างภูมิใจว่า #FauxFur ตามติดมาด้วยแบรนด์ขวัญใจสาวหรูสุดเซ็กซี่อย่าง Versace ที่กระโจนเข้ากระแสร่วมกับหลายแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ อาทิ Armani, Gucci และ Tom Ford (เริ่มปรับลดการใช้ขนสัตว์แท้) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า Versace นั้นขึ้นชื่อในเรื่องของการนำขนสัตว์มาสร้างสรรค์ชิ้นงานหรูหรามูลค่าสูงทั้งในส่วนของคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าสำเร็จรูป และคอลเล็กชั่นชั้นสูง Atelier Versace ทำให้การใช้ขนสัตว์แท้นับตั้งแต่ที่ก่อตั้งแบรนด์มาเป็นระยะเวลา 40 ปี กลายเป็นเพียงแค่อดีต และล่าสุดกับ Coach และ Jean Paul Gaultier ที่ออกมาประกาศยกเลิกการใช้ขนสัตว์อย่างจริงจัง

Emporio Armani, Gucci, Moschino Fall/Winter 2018

ในอดีตการสวมเสื้อขนสัตว์แท้อาจทำหน้าที่เป็น ‘Status Symbol’ บ่งบอกถึงระดับทางสังคม ส่วนเสื้อผ้าที่ทำมาจากขนสัตว์เทียมมีไว้สำหรับชนชั้นกลางถึงล่างเพียงเท่านั้น ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ชุดขนสัตว์เทียมผลิตจากกองของเศษผ้าเหลือใช้หลายชนิด เช่น กำมะหยี่ ลูกฟูก หรือแม้กระทั้งพรม จนกระทั่งราวทศวรรษที่ ‘50s จึงได้เริ่มมีการผลิตเฟอร์เทียมในอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยการใช้วัสดุอย่างไหมเพื่อ เลียนแบบขนสัตว์ที่มีผิวสัมผัสคล้ายกับหนังเสือดาว อีกทั้งยังเริ่มมีการใช้เส้นใยสังเคราะห์เช่นเส้นใยอะคริลิคที่ใช้ชื่อทางการค้าว่า Orlon และ Dynel ทำให้ขนสัตว์เทียมเริ่มมีการพัฒนาคล้ายกับขนมิงค์ บีเวอร์ แรคคูน ม้า และยีราฟที่ตรงตามกระแสแฟชั่น และความต้องการของท้องตลาดในช่วงเวลานั้น สอดรับกับความนิยมสินค้าด้านเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันทำให้ผู้คนพร้อมใจกันเปิดรับสิ่งใหม่ๆทั้งเรื่องอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าไปจนถึงสินค้าแฟชั่น ความนิยมผลิตภัณฑ์จากขนสัตว์เทียมที่ดูแลและรักษาง่าย แถมซื้อได้เลยไม่ต้องสั่งตัดจึงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงทศวรรษที่ ‘60s เมื่อมีเหตุการณ์การเคลื่อนไหวจากฝ่ายพรรคอนุรักษ์นิยม และนักเคลื่อนไหวจากกลุ่มต่างๆเรียกร้องให้มีการหยุดการใช้ขนสัตว์แท้โดยเฉพาะกับสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ นั่นจึงยิ่งทำให้กระแสของการใช้วัสดุเทียมขนทวีคูณเพิ่มขึ้นตามลำดับ

ในช่วงปลายทศวรรษที่ ‘80s ถึงทศวรรษที่ ‘90s เส้นแบ่งในเรื่องของชนชั้น ฐานะของผู้บริโภคสินค้าแฟชั่นที่นิยมการใช้ขนสัตว์ทั้งแท้และเทียมได้พังทลายลง เมื่อการทำฟาร์มขนสัตว์ในสหราชอาณาจักรถือเป็นสิ่งผิดกฏหมาย ร้านค้าปลีกขนสัตว์หลายรายเริ่มปิดตัว และห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ระดับโลกต่างปิดแผนกเสื้อขนสัตว์ แถมยอดสั่งผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากขนสัตว์เทียมยังเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณตามความนิยมของสาวแฟชั่นสมัยใหม่ที่เริ่มให้ความสนใจกับกระแสการใช้วัสดุสังเคราะห์ อีกด้านที่ทำให้เกิดกระแสดังกล่าวคงหนีไปไม่พ้นเหล่าศิลปินตัวแทนของวัฒนธรรมป็อปอเมริกันที่มาสร้างสีสันให้วงการแฟชั่นด้วยชุดที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์และขนสัตว์เทียมสารพัดสี อีกทั้งฟากฝั่งแบรนด์ที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้นอาทิ Calvin Klein, Moschino และ Versus ก็ต่างนำเสนอชุดขนสัตว์เทียมแสนสวย แนวคิดที่ว่าหากคุณอยากได้เสื้อขนสัตว์แท้ นอกจากต้องหอบเงินมหาศาลไปซื้อแล้ว ยังต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนของการดูแลราคาสูง การทำความสะอาดที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าทำไมคุณจะต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อมาวุ่นวายกับสิ่งเหล่านี้ ในเมื่ออุตสาหกรรมแฟชั่นได้นำเสนอตัวเลือกที่ทดแทนได้ แถมขนสัตว์เทียมยังมีบางคุณสมบัติที่เหนือชั้นกว่า เช่น น้ำหนักที่เบา ผลิตได้ตามขนาดที่ต้องการทำให้ผ้าขนสัตว์เทียมแต่ละผืนไม่มีรอยต่อ และสามารถซักด้วยวิธีปรกติได้ เหนืออื่นใดคือช่วยลดปริมาณสัตว์หลักร้อยชีวิตที่ต้องสังเวยชีวิตเพื่อให้ได้มาเพียงแค่เสื้อโค้ทเพื่อห่อหุ่มร่างกายมนุษย์แค่คนเดียว

Fendi Haute Couture Fall/Winter 2018

กระแสการหันกลับมาใช้ขนสัตว์เทียมไม่เพียงปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดขึ้นในคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าสำเร็จรูปฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวประจำปี 2018 แต่ยังเห็นได้ในคอลเล็กชั่นชั้นสูงฤดูหนาวประจำปีที่เพิ่งเผยโฉมไปด้วยเช่นกัน หนึ่งในแบรนด์ที่ใช้ความมหัศจรรย์ของงานหัตถศิลป์สร้างสรรค์ผลงานลวงตาอย่างแยบยลจนหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นขนสัตว์แท้นั่นคือ Fendi แม้ว่าแบรนด์อิตาเลี่ยนเก่าแก่แบรนด์นี้จะขึ้นชื่อในเรื่องของการทำขนสัตว์ แต่โอตกูตูร์ฤดูกาลล่าสุดทางแบรนด์แสดงให้เห็นแล้วว่าความหรูหราของชุดขนสัตว์สามารถทดแทนได้ โค้ทตัวเด่นเกิดจากผ้าชีฟองตัดเป็นแนวยาวแล้วตะกรุยผ้าและนำมาเย็บซ้อนกันจนแน่นเพื่อให้เกิดผิวสัมผัสที่อ่อนนุ่ม หรืออย่างชุดกระโปรงเข้าชุดกันที่ดูเพียงผิวเผินอาจนึกว่าคือขนแกะ แต่แท้จริงแล้วคือแผ่นเลื่อมที่ถูกปักร้อยเรียงวนสลับไปมาให้ความรู้สึกราวกับว่าได้สวมใส่ชุดที่สร้างสรรค์มาจากขนแกะ

จากตัวอย่างที่กล่าวมาทำให้เห็นว่าการสรรหาวัสดุ และนำเทคนิกต่างๆมาใช้เพื่อทดแทนขนสัตว์นั้นกลายเป็นหนึ่งในกระแสหลักที่กลับมาร้อนแรงที่สุดในช่วงเวลานี้ ซึ่งทั้งหมดเป็นผลพวงจากคนในอดีตที่ได้หย่อนเมล็ดพันธุ์ทางความคิดของการอนุรักษ์สัตว์โลกเอาไว้ เป็นการดีที่ทั้งผู้ผลิต บริโภคเริ่มแสดงออกถึงความใส่ใจดังกล่าว และนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่จะปลูกฝังให้คนยุคมิลเลนเนียลหันมาให้ความใส่ใจกับเรื่องนี้อย่างจริงจังอีกครั้ง เพราะความหรูหราสามารถแสดงออกได้หลากวิธีโดยที่เราไม่ควรต้องไปคร่าชีวิตเพื่อนร่วมโลกตัวน้อยๆของเรา

YOU MIGHT ALSO LIKE
MORE
load more stories
1
https://www.ellethailand.com/wp-content/uploads/2018/11/Front_FurFree.jpg