In the mag

‘GISELE BÜNDCHEN’ นางแบบผู้ทรงอิทธิพลที่เลี้ยงผึ้งและแยกขยะเป็นชีวิตจิตใจ

ชีวิตที่ผูกจิตวิญญาณกับสิ่งแวดล้อมเพื่อความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน
Share on facebook
Share on twitter

In the mag

Share on facebook
Share on twitter

‘GISELE BÜNDCHEN’ นางแบบผู้ทรงอิทธิพลที่เลี้ยงผึ้งและแยกขยะเป็นชีวิตจิตใจ

ชีวิตที่ผูกจิตวิญญาณกับสิ่งแวดล้อมเพื่อความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน
GISELE BÜNDCHEN – Top Model, Activist and Goodwill Ambassador for the UN
ก่อนที่จีเซลจะมาเป็นนางแบบที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของโลกอย่างทุกวันนี้ เธอเติบโตมาในครอบครัวที่มีความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมครอบครัวหนึ่งในประเทศบราซิล ดูได้จากอินสตาแกรมของเธอที่สามารถสื่อสารด้านการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่อย่างอย่างยั่งยืนออกมาในรูปแบบที่แสนจะเซ็กซี่ จีเซลและ Tom Brody สามีของเธอเลี้ยงลูกด้วยจิตวิญญาณแห่งการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ซึ่งรวมไปถึงการมี to-do-list ของครอบครัวเป็นการเลี้ยงผึ้งและการแยกขยะเสียด้วย เจ๋งมั้ยล่ะ
ELLE: อะไรคือสิ่งกระตุ้นให้คุณสนใจจะร่วมงานกับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมนี้
GISELE BUNDCHEN: ฉันรู้สึกผูกพันกับธรรมชาติมาโดยตลอดอยู่แล้วค่ะ แต่เมื่อฉันได้มีโอกาสเดินทางไปยังเขตป่าดงดิบในอเมซอน เมื่อปี 2004 และได้พูดคุยกับคนท้องถิ่นขนานแท้ ฉันถึงได้ตระหนักถึงผลกระทบจากการทำลายป่าและทรัพยากรในป่าว่ามันส่งผลเสียหายโดยตรงต่อทุกชีวิตในชุมชน รวมไปถึงสัตว์ป่าขนาดไหน ฉันเลยสัญญากับตัวเองว่าจะมุ่งมั่นทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อสิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ในครั้งนั้นเปิดโลกให้กับฉัน และเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดอีกช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตฉันนับแต่นั้นมา ฉันได้ใช้ชื่อเสียงของตัวเองเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติ และการดำรงชีวิตอยู่อย่างสมดุลกับธรรมชาติ เพราะที่สุดแล้วถ้าไม่มีธรรมชาติก็ไม่มีเรา
ELLE: เป้าหมายและโครงการต่างๆ ในตอนนี้มีอะไรบ้าง
GISELE: ฉันร่วมงานกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้สังคมได้หันมาสนใจประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการติดตามผลการทำงานของโครงการที่ฉันได้ริเริ่มไว้ในโอกาสครบรอบวันเกิด 40 ปีของฉันเมื่อปีที่ผ่านมา นั่นก็คือการปลูกต้นไม้ให้ได้มากต้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งฉันก็ปลูกไปได้ถึง 260,000 ต้นในอเมซอนเลยละค่ะ! นอกจากนั้นฉันก็ยังเดินหน้าทำตามเป้าหมาย ซึ่งก็คือสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับโลกเท่าที่ฉันจะทำได้ต่อไปค่ะ
ELLE: อะไรคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่คุณเห็นมาด้วยตาคุณเอง
GISELE: ไฟป่าค่ะ มันเผาทำลายทุกอย่าง ไม่เพียงแต่ต้นไม้ที่ถูกทำลายจนเหี้ยนเตียน และชีวิตสัตว์ป่าที่ถูกพรากไปอย่างน่าสลด แต่มันยังทำลายทุกความหลากหลายทางชีวภาพรอบๆ ป่าไปหมดสิ้น มันเป็นเรื่องที่ทำให้ใจฉันสลายจริงๆ ค่ะ 
ELLE: แล้วสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ทำให้คุณเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังล่ะ
GISELE: ความหวังมันอยู่ในทุกหนทุกแห่ง หลายๆ คนตั้งใจทำงานอย่างหนักเพื่อเดินหน้าโครงการใหม่ๆ และโครงการที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญ ฉันก็ได้ประสบด้วยตัวเองในโครงการ Agua Limpa ในบราซิลที่ซึ่งฉันได้เติบโตมา
หลังจากที่เรากลับมาปลูกต้นไม้บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำ ระบบนิเวศทั้งหมดก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น คุณภาพของน้ำดีขึ้น สัตว์ต่างๆ ก็เริ่มกลับมาอาศัยในแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น มันแสดงถึงพลังอันน่าทึ่งของธรรมชาติ และเป็นเครื่องเตือนที่ดีว่า เมื่อคุณได้ช่วยเหลือและฟื้นฟูธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะตอบแทนเรา และกลับมางอกงามให้เราเห็นอีกครั้ง
ELLE: คุณคิดว่าบทสนทนาเกี่ยวกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากไม่กี่ปีก่อนหน้านี้อย่างไรบ้าง
GISELE:
ข่าวดีก็คือสังคมทุกวันนี้มีส่วนร่วมและตระหนักถึงประเด็นในด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเยอะ มีคนจำนวนมากเข้าใจถึงผลกระทบที่สิ่งแวดล้อมจะมีต่อตัวเราเอง และเข้าใจว่าเราต้องร่วมมือกันอนุรักษ์ธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดที่เราต้องใช้ร่วมกันบนโลกใบนี้
ELLE: ถ้าคุณเป็นประธานาธิบดีของโลก คุณจะแก้หรืออนุมัติเพื่อขับเคลื่อนกฎหมายอะไร เพื่อที่จะทำให้โลกของเราเป็นที่ที่น่าอยู่ขึ้น
GISELE: ก่อนอื่นเลย…บริษัทต่างๆ คงต้องรับผิดชอบต่อการผลิตสินค้าด้วยกรรมวิธีที่สร้างความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม และถูกจริยธรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะเรื่องกระบวนการนำชิ้นส่วนสินค้ากลับมาใช้ใหม่ เช่น การกำจัดขยะสินค้า ต่อเมื่อวงจรชีวิตของชิ้นส่วนสินค้าได้สิ้นสุดลงอย่างแท้จริง บริษัทที่สามารถประกอบกิจการด้วยกรรมวิธีดังกล่าวจนเป็นตัวอย่างที่ดีได้ ก็ควรจะได้รับการตอบแทนจากรัฐคืนในรูปแบบเครดิตหรือการลดภาษี ในทางกลับกันบริษัทที่ทำได้ไม่ดีก็ควรถูกเก็บภาษีเพิ่ม และอีกหลายวิธีที่จะทำให้มนุษย์เราหยั่งรู้ได้ถึงตัวตนของเราอย่างลึกซึ้งขึ้น ตลอดจนการเน้นสร้างความตระหนักรู้ทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมก็ควรจะได้รับการบรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอนของทุกๆ โรงเรียน
เพราะมันจะทำให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมๆ กับการรับรู้ถึงผลกระทบจากทางเลือกการใช้ชีวิตของเขาต่อเพื่อนร่วมโลกได้ เด็กๆ และวัยรุ่นก็จะใช้ชีวิตข้างนอกบ้านกับธรรมชาติมากขึ้น จนสามารถทำให้พวกเขารู้สึกถึงความเชื่อมโยงของตัวเองกับธรรมชาติ ทั้งทางสังคม กายภาพ อารมณ์ และความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองได้ สิ่งนี้โลกก็จะมีเยาวชนที่มีความเห็นอกเห็นใจต่อกัน มีความสุข และมีสุขภาพที่ดีมากขึ้นได้ สุดท้ายแล้วความร่วมมือถือเป็นหลักการสำคัญ เราแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเราร่วมทำงานด้วยกันเพื่อนำมาซึ่งสิ่งที่ดีต่อส่วนรวม ยิ่งเราสร้างความสมดุลต่อธรรมชาติ และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมากขึ้นเท่าไร เราก็จะยิ่งเชื่อมโยงกับตัวเราเองได้มากขึ้นเท่านั้น
ELLE Special June 2021
Story:
 Emma Spreckley 
แปล: หฤษฏ์ ลักษณะโยธิน เกิดทิพย์
Share on facebook
Share on twitter
Share on email