In the mag

เรื่องจริงของ Halston นักออกแบบดังแห่งยุค 70’s ที่ไม่ดาร์กอย่างในซีรี่ส์

บทสัมภาษณ์จากปากหลานสาวและเพื่อนพ้องคนสนิท
Share on facebook
Share on twitter

In the mag

Share on facebook
Share on twitter

เรื่องจริงของ Halston นักออกแบบดังแห่งยุค 70’s ที่ไม่ดาร์กอย่างในซีรี่ส์

บทสัมภาษณ์จากปากหลานสาวและเพื่อนพ้องคนสนิท
บทความจาก ELLE France โดย Théodora Aspart, แปล: Rasita Nawan Crouzatier, เรียบเรียง: Wattakul N. ย้อนกลับไปยัง 20 มกราคมปี ค.ศ. 1961 ณ กรุงวอชิงตัน สายลมเอื่อยพัดผ่านผู้ชมในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯของ John F. Kennedy แขกสุภาพสตรีทุกท่านที่นั่งอยู่หลังแท่นปราศรัยในวันนั้นพร้อมใจกันห่อหุ้มร่างกายด้วยอาภรณ์หรูหราและผ้าพันคอขนสัตว์เพื่อคลายความหนาว โดยไม่ลืมสวมหมวกประดับดอกไม้เสริมลุคให้ดูงามสง่า แต่จะว่าไปก็ไม่ใช่ทุกคนเสียทีเดียว เพราะมี Jackie Kennedy สุภาพสตรีหมายเลข 1 โดดเด่นและแตกต่างด้วยชุดผ้าวูลสีอ่อน พร้อมทั้งสวมหมวกใบที่เธอเลือกสรรมาเป็นอย่างดี โดยมั่นใจว่าลุคที่จัดเตรียมมานี้จะไม่ซ้ำใครแน่นอน ในขณะผู้เป็นสามีกำลังกล่าวปราศรัยในพิธี เธอก็สื่อสารผ่านการแต่งกายให้ทุกคนเข้าใจว่า ‘ฉันคือตัวแทนของความนำสมัย’ ด้วยชุดที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์คู่บุญ Oleg Cassini ส่วนหมวกเป็นการรังสรรค์โดย Roy Halston Frowick ช่างทำหมวกชื่อดังจากห้าง Bergdorf Goodman ในนครนิวยอร์ก เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในการปรับแก้ทรงเพื่อให้หมวกใบนี้ออกมาสมบูรณ์แบบ แต่ท้ายที่สุดแจ็กกี้กลับจับมันกดลงไปเพื่อให้รับกับศีรษะและไม่ปลิวเมื่อโต้ลม…จะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นดูน่าสนใจ เพราะไม่กี่สัปดาห์หลังพิธีสาบานตน บรรดาสาวสังคมก็แห่กันไปยังห้าง Bergdorf Goodman โดยมีวัตถุประสงค์เดียวกันนั่นคือต้องการครอบครองหมวกดีไซน์เดียวกับที่แจ็กกี้ใส่ในวันนั้น ส่วนสาวๆ ต่างเมืองก็ไปรบเร้าช่างทำหมวกเจ้าประจำให้ทำหมวกทรงยอดฮิต เลียนแบบกันแม้กระทั่งรอยบุบ เพราะพวกเธอหลงคิดกันไปเองว่ารอยนั้นเกิดจากความตั้งใจ ชื่อของฮาลสตัน จึงเริ่มแผ่ขยายไปทั่วสารทิศของสหรัฐอเมริกา และในเวลาต่อมาชื่อนี้ถูกตัดให้สั้นลงเหลือเพียง Halston เมื่อเขาเปิดร้านเสื้อในช่วงปลายยุค ’60s
สำหรับชาวอเมริกันแล้วเมื่อพูดถึง Halston ก็เหมือนกับพูดถึง Coco Chanel ในฝรั่งเศส เพราะทุกคนรู้จักเขาเป็นอย่างดี เราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมซีรี่ส์เรื่องใหม่จึงกลายเป็นกระแสทันทีที่ Netflix ปล่อยมินิซีรี่ส์จำนวน 5 ตอนเกี่ยวกับชีวิตของฮาลสตัน เมื่อ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยซีรี่ส์เรื่องนี้ได้ Ryan Murphy (เจ้าของผลงาน Glee และ American Horror Stories ที่ได้รับความสำเร็จอย่างล้นหลาม) มารับตำแหน่งโปรดิวเซอร์ และได้นักแสดงดังอย่าง Ewan McGregor มาสวมบทฮาลสตันหลังจากตีบทแตกมาแล้วในภาพยนตร์ดังอย่าง Trainspotting และ Moulin Rouge! การจะได้เห็นเขาในบทบาทของนักออกแบบแฟชั่นคนดังจึงเป็นเรื่องน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเดือนเมษายนเราติดต่อ Lesley Frowick ผู้เป็นกูรูเรื่องของฮาลสตันอย่างแท้จริงผ่านทางอีเมล เรายกย่องเธอถึงขนาดนั้น เป็นเพราะเธอคือหลานสาวแท้ๆของฮาลสตัน ปัจจุบันรับตำแหน่งผู้อำนวยการคลังเก็บรวบรวมประวัติศาสตร์ของแบรนด์ เป็นผู้เขียนหนังสือชีวประวัติ ‘Halston: Inventing American Fashion’ และยังเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมเรื่อง ‘Halston’ กำกับโดย Fédéric Tcheng ในปี ค.ศ. 2019 แต่น่าเสียดายที่เธอเลี่ยงการพูดถึงซีรี่ส์ Halston ของ Netflix  “ฉันไม่อยากให้เอาชื่อของฉันไปพัวพันกับซีรี่ส์เรื่องนี้เลย” เธอปฏิเสธอย่างสุภาพแต่หนักแน่น บ่งบอกว่าเจ้าตัวดูไม่ค่อยประทับใจนัก “ซีรี่ส์ เรื่องนี้ก็เอามาจากหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีเนื้อเรื่องน้ำเน่า อ่านแล้วชวนโมโห และคุณลุงของฉันก็คงไม่อยากให้ความสนใจนัก เขาทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจไปกับการสร้างแบรนด์แฟชั่นที่ยิ่งใหญ่ จึงอยากให้ทุกคนมองด้านบวกในชีวิตเขา แทนการพุ่งเป้าไปยังเรื่องแย่ๆเรียกกระแสดราม่าเกินจริง”
หนึ่งสัปดาห์ให้หลังมีเอกสารชี้แจงว่าทางแบรนด์และครอบครัวของฮาลสตันไม่ได้มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลรวมถึงยินยอมในการสร้างซีรี่ส์เรื่องนี้ และเพื่อเป็นการกอบกู้ภาพลักษณ์ที่ถูกทำให้เสียหาย ทางครอบครัวและแบรนด์จึงจัดตั้งกองทุนเพื่อการศึกษาช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาสที่ต้องการจะศึกษาต่อในสถาบันแฟชั่น และไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญหรือไม่อย่างไร วันแถลงการณ์จัดขึ้นวันเดียวกับที่ซีรี่ส์ออกฉายเป็นวันแรก หลังจากดูแล้วเราก็พอจะเข้าใจว่าทำไมบรรดาคนใกล้ชิดถึงยอมรับเนื้อหาบางส่วนไม่ได้ เพราะนอกจากการเดินเรื่องที่รวบรัดจนขาดรายละเอียดสำคัญแล้ว ยังเต็มไปด้วยฉากเซ็กซ์แบบโจ๋งครึ่ม และพยายามย้ำเรื่องการติดยาอย่างหนัก (แท้จริงแล้วเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความลับอะไรเลย) แต่ก็นะ…เราต่างรู้ๆ กันดีว่าละครมักจะ ‘เล่นใหญ่’ กว่าความเป็นจริงเสมอ
เรื่องราวของ Roy Halston Frowick (เวอร์ชั่นจริง) เริ่มจากเด็กชายผู้เกิดมาในครอบครัวฐานะปานกลางของแถบมิดเวสต์ในปี ค.ศ. 1932 “เขาฉายแววมาตั้งแต่เด็กเลยนะ เริ่มจากการตัดชุดให้กับแม่และน้องสาว” เลสลีย์เริ่มบรรยายภาพในอดีต “ทุกๆ วันอาทิตย์เขาจะไปนั่งแอบอยู่ตรงเก้าอี้แถวหลังของโบสถ์เพื่อรอฟังคนอื่นๆวิจารณ์ชุดของแม่” พออายุ 20 ปี เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนสอนศิลปะในชิคาโก และได้โชว์ฝีไม้ลายมือตกแต่งดิสเพลย์ให้หลายร้านในเมือง หลังจากนั้นไม่กี่เดือนก็เริ่มงานออกแบบ และทำหมวกขาย เป็นการสั่งสมประสบการณ์เรื่อยมาจนได้เปิดร้านแรกเป็นของตัวเอง กระทั่งในปี ค.ศ. 1957 เขาตัดสินใจย้ายไปยังนครนิวยอร์ก และทำงานให้กับนักออกแบบหมวกแฟชั่นก่อนจะมีโอกาสไปทำงานในห้างหรูใจกลางเมืองอย่าง Bergdorf Goodman และหมวกของแจ็กกี้ในงานที่กล่าวถึงตอนต้นก็ทำให้เขาดังเป็นพลุแตก
แม้เส้นทางการทำงานของเขาดูราบรื่นและสว่างสดใส แต่ในความเป็นจริงแล้วมีกลุ่มเมฆขนาดมหึมากำลังตั้งเค้าอยู่ไกลๆ เพราะในยุคสมัยนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง มีกระแสเรียกร้องสิทธิสตรีที่มากขึ้น บวกกับความนิยมแนวคิดล้ำสมัยอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเรื่องการออกสำรวจห้วงอวกาศ โดยการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้รวมไปถึงโลกแฟชั่นที่ผู้คนพากันนิยมสวมเครื่องแต่งกายที่เรียบง่ายขึ้นและใช้งานได้จริง มากกว่าแฟชั่นที่เคร่งขรึมและดูเป็นทางการของสาวๆยุค ’50s พวกเธอหันมานิยมใส่ชุดอย่างมินิเดรสที่สะดวกต่อการเคลื่อนไหว และเครื่องประดับศีรษะอย่างหมวกก็กลายเป็นของล้าสมัย ยิ่งเป็นหมวกสั่งตัดแบบดั้งเดิมยิ่งไม่ต้องพูดถึง ซึ่งฮาลสตันเองก็เข้าใจถึงสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นเป็นอย่างดี และตั้งใจใช้โอกาสนี้พาไปยังจุดมุ่งหมายใหม่ โดยบุคคลที่เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงเพิ่มพลังไฟในตัวก็คือ Estelle Marsh ลูกค้ารายใหญ่ ภรรยาของเศรษฐีชาวเทกซัสที่ช่วยอุปถัมภ์และทำให้ความฝันของนักออกแบบผู้ที่นิตยสารข่าวชื่อดัง Newsweek ยกตำแหน่ง ‘แฟชั่นดีไซเนอร์ที่เก่งที่สุดของอเมริกา’ ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
ฮาลสตันมีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เน้นเส้นสายสบายตา ทว่ายังคงความหรูหรา และเย้ายวนอยู่เสมอ เขานำเสนอชุดที่เหมาะสำหรับชีวิตประจำวันของผู้หญิงอเมริกันสมัยใหม่ อาทิ เชิ้ตผ้า ‘Ultrasuede’ (ผ้าไมโครไฟเบอร์ให้สัมผัสคล้ายหนังกลับ มีคุณสมบัติกันน้ำและน้ำหนักเบา) ที่ขายดิบขายดีจนแทบผลิตไม่ทัน อีกทั้งยังตัดดีเทลวุ่นวายอย่างพวกซิปหรือกระดุมที่ประดับไว้เฉยๆออกไป ฮาลสตันจับผู้หญิงมาสวมกางเกงจนกลายเป็นลุคยอดนิยมเพราะมันทำให้สาวๆ ‘ลุกออกจากรถสปอร์ตง่ายกว่าการใส่กระโปรง’ ในส่วนของชุดราตรีนั้นเขาสร้างสรรค์เดรสยาวผ่าข้างเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหว “ฮาลสตันเรียนรู้ด้วยตัวเอง” เลสลีย์เริ่มย้อนรอยเส้นทางการทำงานของเขา “แรงบันดาลใจส่วนใหญ่มาจาก Charles James นักออกแบบชาวอังกฤษที่เขารู้จักเป็นอย่างดี และจาก Cristóbal Balenciaga กูตูริเยร์ผู้ออกแบบชุดได้อย่างงามสง่า และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้หญิงในยุคนั้น Pat Cleveland นางแบบรุ่นบุกเบิกที่ร่วมงานกับฮาลสตันมาตั้งแต่แรก (คู่กับสาวๆคู่บุญอีก 2-3 รายอย่างนักแสดงสาว Anjelica Huston และนักออกแบบเครื่องประดับคนดัง Elsa Peretti) ให้สัมภาษณ์จากนิวเจอร์ซีย์และกล่าวถึงดีไซเนอร์ผู้นี้ว่า “ฮาลสตันมีวิธีการสร้างสรรค์ชุดที่ไม่เหมือนใคร เขาจะเริ่มจากการวางผ้าเรียงรายกันบนพื้น เอากรรไกรคู่ยักษ์ออกมาตัดฉึบฉับตามใจนึก เอามาทาบแล้วขึ้นรูปบนตัวของพวกเรา มันเป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก”
28 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1973 ทั้งฮาลสตันและเหล่านักออกแบบอเมริกันแห่งยุค Oscar de la Renta, Bill Blass, Anne Klein และ Stephen Burrows ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมงานใหญ่แห่งทศวรรษ ‘The Battle of Versailles’ เพื่อจัดแฟชั่นโชว์ ‘ประชันฝีมือ’ กับนักออกแบบชาวฝรั่งเศส Yves Saint Laurent, Hubert de Givenchy, Pierre Cardin, Emanuel Ungaro และ Marc Bohan ผู้ดูแลเมซง Christian Dior ในช่วงเวลานั้น โดยจุดประสงค์ของการจัดงานเพื่อหารายได้มาบูรณะพระราชวังแวร์ซาย ในคืนสำคัญ Liza Minnelli เพื่อนสนิทของฮาลสตันสร้างความฮือฮาด้วยการการแสดงบนเวทีชนิดที่ว่ามีเท่าไรก็ใส่ไม่ยั้ง สร้างความประทับใจให้ผู้ชมถึงขั้นที่ทุกคนในงานพร้อมใจกันลุกขึ้นยืนปรบมือดังกึกก้อง ถือเป็นอีกหนึ่งบันทึกสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์แฟชั่น เพราะทำให้นักออกแบบแฟชั่นจากฝั่งอเมริกาเป็นที่สนใจ “เราไม่ได้รู้สึกว่ากำลังแข่งกันเลยนะ” แพตเล่าความหลังพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม “แต่พวกนักออกแบบอเมริกันไม่เคยมีโอกาสได้รวมตัวเพื่อโชว์ฝีมือแบบนี้มาก่อน ยิ่งเป็นการปะทะกับนักออกแบบคนดังของฝรั่งเศสด้วยแล้ว…”
ในช่วงเวลาที่ ‘H’ (ชื่อเล่นที่คนใกล้ชิดนิยมเรียก) กำลังประสบปัญหาด้านการเงิน เขาเซ็นสัญญาฉบับหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล เป็นการขายแบรนด์ให้กับนักลงทุนคนดัง Norman Simon ด้วยราคา 16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ยังคงนั่งตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ พูดง่ายๆ คือในระยะอันสั้นเขายังมีอำนาจอยู่ในมือเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความมั่นคงทางการเงิน Halston เปิดตัวน้ำหอมขวดแรกในปี ค.ศ. 1975 และได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นในอเมริกาจนทำให้พื้นที่ของนำหอมระดับตำนานอย่าง Chanel N°5 ต้องสั่นสะเทือน หลังจากนั้นก็เริ่มผลิตสินค้าหลากประเภทที่ประทับโลโก้ Halston ลงไปไม่ต่างกับการที่ Pierre Cardin ทำในฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเดินทาง ถุงเท้า ชุดเครื่องนอน ยูนิฟอร์มสำหรับสายการบิน Braniff International Airways ชุดของทีมนักกีฬาอเมริกันในการแข่งขันโอลิมปิกปี ค.ศ. 1976 ชุดสำหรับเหล่า Girl Scouts เครื่องแบบตำรวจในนครนิวยอร์ก หรือแม้กระทั่งชุดพนักงานของบริษัทให้เช่ารถยนต์ Avis เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีในการเปลี่ยนสถานะจากนักออกแบบแฟชั่นมาเป็นซูเปอร์สตาร์
ฮาลสตันและเพื่อนขาเที่ยวของเขาออกท่องราตรีกันจนเป็นกิจวัตร โดยเราสามารถพบเห็นชาวแก๊งที่ประกอบด้วย Liza Minnelli, Bianca Jagger และ Victor Hugo คู่ขาชาวเวเนซุเอลาผู้หลงใหลในผลงานศิลปะและรู้จักกับ Andy Warhol คอยประจำการอยู่ในคลับดัง Studio 54 ซึ่งเปรียบได้กับสถานที่จุดเพลิงแห่งราคะให้ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา ทั้งเรื่องเซ็กซ์ ยาเสพติด ดิสโก้ คู่นอนแปลกหน้าสุดหล่อไม่ซ้ำคน หรือแม้แต่คนดังรักสนุกก็มีให้ ‘กิน’ ได้เช่นกัน “เขามาที่นี่ตั้งแต่คลับยังไม่เปิดเลยด้วยซ้ำ” แพตเล่าถึงช่วงชีวิตที่เสพติดปาร์ตี้ของฮาลสตัน “ชีวิตปาร์ตี้ของเขาเริ่มจากการมาเป็นเพื่อนฉันก่อนคลับเปิดเพียงไม่กี่วัน เพราะฉันเป็นเพื่อนกับหนึ่งในหุ้นส่วนของที่นี่ และเป็นช่วงที่เขากำลังเตรียมเปิดร้าน เขาบอกกับฉันว่าเต้นไม่เก่งนะ แต่สุดท้ายแล้วเราทั้งคู่ก็เต้นกันอย่างสนุกสนานในห้องโล่งๆ เขาติดใจ และคิดแต่จะกลับมาเที่ยวที่นี่อีก” ฮาลสตันใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยง โดยไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งโรคเอดส์จะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เขาปรนเปรอชีวิตชนิดไร้ขีดจำกัด ทั้งเรื่องยาเสพติดและเซ็กซ์ จะว่าไปก็ไม่ค่อยต่างจากเพื่อนร่วมวงการอย่าง Yves Saint Laurent เท่าไรนัก
แล้วเมื่อไรที่เขาแสวงหาความสงบ?…“เรามักจะไปพักผ่อนที่บ้านตากอากาศในมอนทอกซึ่งเขาเช่าต่อจาก Andy Warhol” เลสลีย์ย้อนภาพในอดีต “เราไปกันแค่ 2 คนเท่านั้น แค่สองเรากับทะเล เพราะที่นั่นเป็นแห่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย บรรยากาศสบายๆ มันทำให้เขาอารมณ์ดี และพลอยหัวเราะกับเรื่องง่าย ๆ มันทำให้เขากลายเป็นคนที่แสนอบอุ่นอีกครั้ง” ฮาลสตันใฝ่ฝันว่าจะทำให้ชาวอเมริกันทุกคนรู้จักและใส่เสื้อผ้าของเขา นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ในปี ค.ศ. 1983 เขาตัดสินใจเซ็นสัญญาร่วมงานกับห้างธรรมดาๆอย่าง JCPenney และหากคุณคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะยุคนี้ก็มีนักออกแบบดังที่ลอนช์คอลเล็กชั่นพิเศษร่วมกับ H&M จนกลายเป็นเรื่องปกติละก็ ต้องขอบอกเลยว่าในสมัยนั้นยังเป็นเรื่องใหม่ และทำให้ภาพลักษณ์ดูไม่ค่อยดีสักเท่าไรนัก เป็นเหตุให้ห้างหรู (รวมทั้ง Bergdorf Goodman) ยุติการร่วมงานด้วย บริษัท Halston Limited เริ่มประสบปัญหา และถูกขายทอดต่อไปเรื่อยๆ เปลี่ยนจากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่ง อย่างที่ Playtex และ Revlon ซื้อไว้และขายทอดต่อ จนในช่วงยุค 2000s คนดัง 3 รายประกอบด้วย Tamara Mellon ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Jimmy Choo แฟชั่นดีไซเนอร์และนักธุรกิจหญิง Rachel Zoe และ Harvey Weinstein อดีตผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ (ใช่แล้ว! ฮาร์วีย์ ที่มีคดีอื้อฉาวนั่นละ) ตั้งใจจะชุบชีวิตแบรนด์นี้ขึ้นใหม่ ในปี ค.ศ. 2009 นักแสดงสาว Sarah Jessica Parker ขึ้นรับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของแบรนด์ และออกแบบคอลเล็กชั่นอยู่ประปราย แต่ก็ไม่เห็นผล จนกระทั่งปัจจุบันนี้มี 2 บริษัทเข้ามาถือหุ้น โดยบริษัทแรกดูแลสายการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปภายใต้ชื่อ Halston Heritage ส่วนอีกรายก็เน้นการผลิตเพื่อป้อนตลาดเอาต์เลตในอเมริกา
น่าเสียดายที่ฮาลสตันไม่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงหลังจากโดนบีบให้ออกจากบริษัทในปี ค.ศ.1986 เขาใช้เวลาช่วงท้ายของชีวิตไปกับความหวังที่จะได้กรรมสิทธ์คืนมา จนกระทั่งจากโลกนี้ไปด้วยโรคเอดส์ในปี ค.ศ. 1990 “สิ่งที่ฉันอยากให้ทุกคนจดจำเกี่ยวกับเขาคือ เขาเป็นเหมือนฮีโร่ของพวกเรา” แพตสรุปส่งท้าย “เขาดูแลพวกเราทุกคนเป็นอย่างดีเหมือนกับคนในครอบครัว เป็นที่พึ่งยามใดที่เราเดือดร้อน และมักพูดติดปากว่าไม่สามารถจะไปพักผ่อนที่ไหนได้เพราะเขาเป็นห่วงเรา ฮาลสตันยังเป็นนักออกแบบมือฉมังผู้ไม่เคยคิดจะลอกเลียนแบบใคร” ก่อนเราจะวางสายเธอได้เปิดใจกับเราว่า “คุณรู้ไหม ฉันอดไม่ได้ที่จะชื่นชมการแสดงของยวน เขาแสดงดีมาก แม้ยวนกับฮาลสตันไม่ได้มีลักษณะท่าทางเหมือนกันขนาดนั้น แต่ในบางช่วงฉันก็รู้สึกเหมือนได้ยินฮาลสตันกำลังพูดอยู่จริงๆ … ส่วนเรื่องราวที่เราเห็นกันในซีรี่ส์ก็เป็นเพียงด้านมืดและแค่ส่วนหนึ่งของเขา เพราะจริงๆแล้วเขาไม่ได้เป็น ‘แค่นั้น’ ตัวจริงของฮาลสตันเป็นคนเก่ง เป็นคนที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์…และเป็นที่รักของทุกคน”

คำเตือน: การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
Share on facebook
Share on twitter
Share on email