Beauty

เจาะลึกลุคสวยของ Miss Universe Thailand 2021 กับป้อม-วินิจ ผู้คุมบังเหียนเมคอัพในปีนี้

คอนเซ็ปต์ความงามที่จะดึง Power of Passion ของผู้เข้าประกวดออกมาได้อย่างชัดเจน
Share on facebook
Share on twitter

Beauty

Share on facebook
Share on twitter

เจาะลึกลุคสวยของ Miss Universe Thailand 2021 กับป้อม-วินิจ ผู้คุมบังเหียนเมคอัพในปีนี้

คอนเซ็ปต์ความงามที่จะดึง Power of Passion ของผู้เข้าประกวดออกมาได้อย่างชัดเจน
ก่อนจะไปลุ้นกับโค้งสุดท้ายของการประกวด Miss Universe Thailand 2021 นี้ ELLE Thailand ร่วมกับ ตี๋-ธเนษฐ ลักษณะวิลาศ กูรูที่มีดีเอ็นเอนางงามติดตัวมาตั้งแต่เกิด จะพาสาวแอลรวมถึงแฟนนางงามทุกคนไปล้วงลึกเบื้องหลังลุคสวยของแต่ละสาวงามกับ ป้อม-วินิจ บุญชัยศรี เมคอัพอาร์ทิสต์มือฉมังระดับแถวหน้าของประเทศไทย ผู้ดำรงตำแหน่ง Head of Makeup by L’Oreal Paris ที่เรียกว่าคุมเข้มทุกอณูความสวยบนใบหน้าของเหล่าผู้เข้าประกวดในปีนี้ก็ว่าได้
อ่านเพิ่มเติม: ประกาศแล้ว! 30 สาวงามผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายของ Miss Universe Thailand 2021
กว่าจะได้มาซึ่งแต่ละลุคสวยสะกดให้เราได้เชยชมกันนั้น ป้อม-วินิจ และทีมเมคอัพมีเบื้องหลังการทำงานอย่างไร ต้องเผชิญกับความท้าทายรูปแบบใดบ้าง เรารวมคำตอบมาให้แล้วที่นี่
รู้สึกอย่างไรกับการหวนคืนสู่เวทีกองประกวด Miss Universe Thailand อีกครั้ง?
Pom Vinij:
“รู้สึกว่าได้รับเกียรติอีกครั้ง จากที่เราได้รับการเชิญชวนจากทางลอรีอัล เราตอบ Say Yes โดยที่ไม่ต้องคิดเลย เพราะมันเป็นงานที่เราชอบอยู่แล้ว หลังจากที่เราได้ร่วมงานครั้งแรกเรารู้สึกมีความสุข เรา​ได้แก้ไขน้องๆ ให้ดูสวยขึ้น ไม่ว่าจะมงหรือไม่มง ทุกคนได้ความงามอันเป็นเอกลักษณ์ในแบบของแต่ละคนกลับไป แล้วน้องๆ ก็ได้ความรู้เรื่องการใช้เครื่องสำอางว่าสีไหนเหมาะกับเขา สีไหนใช้กับงานอะไร พอเสร็จงานทุกคนก็เข้ามากอดเรา เราก็ดีใจที่เรามีลูกๆ เพิ่ม ปีแรก 60 คน ปีนี้ 30 คน แล้วเด็กๆ น่ารักมาก แต่ละคนมีความเป็นธรรมชาติมาก อาจเพราะเป็นเจนใหม่ด้วย และไม่ใช่ว่าเราไปให้เขาเรื่องความสวยอย่างเดียว ​เราได้อะไรกลับมาเยอะด้วย เรายังคุยกับทางลอรีอัลอยู่เลยว่างานนี้เรื่องบัดเจ็ตไม่ติดนะ ขอให้ได้ทำพอ (หัวเราะ)”
ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อธีม “Power of Passion” หรือ “สตรีผู้ทรงพลัง สู่เส้นทางแห่งชัยชนะ” นึกถึงอะไร?
Pom Vinij:
“ความสวยที่ทุกคนจับตามอง เมคอัพที่ดีไซน์ออกมาจะต้องทรงพลัง ร้อนแรง ดูเป็นผู้หญิงที่สตรองและเซ็กซี่”
เป็นลุคที่ให้ฟีลสวยฟาด?
Pom Vinij: “ฟาด เฟียซ ประมาณนั้นเลย เทรนด์ของแฟชั่นมันก็มานะ ตั้งแต่ก่อนโควิดจนถึงตอนนี้พี่ป้อมสังเกตว่า ปัจจุบันการแต่งหน้าของผู้หญิงมันเหนือธรรมดา มีการใช้จินตนาการ มีไอเดียการแต่งหน้าค่อนข้างหลากหลาย กล้าแต่งมากขึ้น และที่สำคัญคือกล้าใช้สีลิปสติกมากขึ้น แตกต่างจากที่เมื่อก่อนผู้หญิงจะกลัวสีแดงสด หรือ สีเอิร์ธโทนเพราะกลัวจะทำให้หน้าคล้ำ หน้าดำ”
อิงจากธีม Power of Passion โทนสีของเมคอัพจะออกมาเป็นแบบไหน ระหว่างแดงร้อนแรงกับเอิร์ธโทน?
Pom Vinij:
“พี่ป้อมวางคอนเซ็ปต์ให้ดูร้อนแรง ซึ่งสีที่ทำให้ผู้หญิงร้อนแรงทรงพลังมันก็ไม่พ้นสีแดง ใช้อย่างไรก็ปัง แต่พ.ศ. นี้อาจไม่ใช่แดงสดแบบที่คุณแม่เคยใช้ อาจจะเป็นแดงที่มีสีเอิร์ธโทนมาเบรกนิดหนึ่ง ก็จะให้ลุคที่ดูทันสมัยและให้ความสวยทรงพลัง ซึ่งพี่ป้อมก็ได้วางลำดับสไตล์แต่งหน้าไว้ตั้งแต่วันแรก อย่างรูปสำหรับโหวตก็จะเป็นแบบเนเชอรัลลุค ส่วนรอบพรีลิม ไฟนอลที่เป็นวันสำคัญที่สุดก็จะเป็นโทนแดงทรงพลัง และจะเป็นมาสเตอร์พีซที่พี่ป้อมบอกเลยว่า คนจะต้องพูดถึงการแต่งหน้า
Pom Vinij: “จริงๆ แล้วอาชีพเมคอัพอาร์ทิสต์นี่ก็คล้ายหมอเหมือนกันนะ เวลาได้คุยกับหมอที่เข้าใจก็จะรู้สึกสบายใจ เหมือนได้ที่พึ่งทางใจ การแต่งหน้าก็เช่นกัน ถ้าได้แต่งกับช่างที่โอเค ได้เครื่องสำอางและเฉดสีที่ถูกจริต เราก็ยิ้มได้ มั่นใจทั้งวัน ไปไหนก็ไม่กลัวใคร แล้วจะบอกว่าการทำงานของพี่ป้อมไม่ใช่การไปนั่งคุมคนเฉยๆ ทุกอย่างมันคือการวางแผนไปถึงอนาคตข้างหน้าว่าสุดท้ายจุดจบมันจะไปอยู่ตรงไหน หรือ ทำไปเพื่ออะไร พี่ป้อมเอาช่างรุ่นเก่าและรุ่นใหม่มารวมกันหมด ถ่ายเทประสบการณ์กันแล้วปรับสไตล์การแต่งหน้าให้เหมาะกับยุคนี้ เราจะแต่งหน้าให้เป็นแนว 70s 80s ให้เด็กรุ่นนี้ดูไม่ได้นะ มันต้องเป็นสี เทคนิค และเส้นของยุคนี้” 
อธิบายเรื่องเส้นของยุคนี้ให้เราฟังหน่อย
Pom Vinij:
“มันคือการฉีกกฎจากการแต่งหน้ายุคเดิมๆ ยกตัวอย่างกฎที่ว่า จุดสิ้นสุดของอายไลเนอร์จะต้องหยุดอยู่แค่ปลายตาแล้วต้องกระดก แต่ยุคนี้อย่าลืมว่าวัฒนธรรมความงามของ K-Beauty มันเข้ามาผสมผสานกับยุโรปและอเมริกา ทุกอย่างมันต้องเบลนด์เข้ากันหมด เพราะฉะนั้น Foxy Eyes ต้องมา การดึงหางตายาวต้องมา ในเรื่องของรูปตาก็จะเปลี่ยนไป อย่างฝรั่งเมื่อก่อนจะไม่มีการดัดขนตาเลย เดี๋ยวนี้เริ่มมีการดัดขนตา หรือ จุดไม้ขีดเผาก้านแล้วมาช่วยดันขนตาซึ่งเป็นเทคนิคของเกาหลี เพราะฉะนั้นเส้นของนางงามในยุคนี้ก็จะมีความทันสมัยขึ้น เป็นการผสมผสานกันของวัฒนธรรมความงามที่แตกต่างกัน” 
มีข้อจำกัดอะไรสำหรับการทำงานในปีนี้หรือไม่? 
Pom Vinij: “ไม่มีนะ เราค่อนข้างรู้อยู่แล้วว่าเราต้องทำอะไรบ้าง ยกตัวอย่างตอนพรีลิม ไฟนอล ตอนแรกเราแจ้งทางลอรีอัลไว้ว่า เราเตรียมช่างเอาไว้แต่งสำหรับ 1:3 คือช่าง 1 คนต่อนางงาม 3 คน แต่พอเราทำกันมา เราเห็นถึงความตั้งใจของทุกคน ทุกคนแต่งหน้าชนิดที่ว่าเหมือนตัวเองประกวดแต่งหน้าด้วย แต่งกันคนละชั่วโมง พี่ป้อมเลยแจ้งกับทางลอรีอัลว่า สุดท้ายแล้วพรีลิม ไฟนอล มันคือหน้าตาของเรา พี่ป้อมเลยขอเป็นช่าง 1 คนแต่งแค่ 2 หน้าเพื่อให้ได้มาซึ่งมาสเตอร์พีซ อย่างที่บอกว่าเป้าหมายของพี่ป้อมในการทำงานครั้งนี้คือ ทุกคนจะต้องพูดถึงการแต่งหน้าเวทีประกวด Miss Universe Thailand ปีนี้ว่าแต่งได้สวยมาก ซึ่งทางลอรีอัลก็น่ารักมาก Say Yes แบบไม่ต้องคิดเลย”
อะไรที่ทำให้ลอรีอัล ปารีส รู้สึกว่าต้องร่วมโปรเจ็กต์นี้?
L’Oreal Paris: “ปีนี้เนื่องด้วยสถานการณ์ต่างๆ เราไม่สามารถบินได้ เราเลยมองหา local event ที่ตรงกับสิ่งที่ลอรีอัลเป็น ซึ่งก็คือเรื่องของ Empowering Women มองซ้ายมองขวาแล้วเราก็เจอ MUT เราเลยต้องสู้และทำแพลนออกมา ซึ่งพี่ป้อมก็ช่วยเราเยอะมาก อย่างที่พี่ป้อมบอกเรื่องบัดเจ็ตเป็นเรื่องรอง เราเป็นเหมือนพาร์ทเนอร์กันมากกว่าการจ้างทำงาน”
ระหว่างที่เราพูดคุยกันไปอย่างได้อรรถรส ป้อม-วินิจ ได้เปิดใจถึงชีวิตการทำงานในฐานะเมคอัพอาร์ทิสต์ที่ทำให้เราได้เห็นอีกมุมมองของสายอาชีพนี้.. “มีอย่างหนึ่งที่พี่ป้อมพยายามผลักดันมาตลอดชีวิตการทำงาน การแต่งหน้ามันคือสิ่งที่คนเห็นชัดเจนที่สุด แต่ที่ผ่านมาคนโดยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ เพื่อนเคยถามว่า แต่งหน้ามันต้องราคานี้เลยเหรอ? ยกตัวอย่างตอนเราเด็กๆ งบหมดตรงช่างแต่งหน้าตลอด พี่ป้อมก็คิดมาตลอดว่าทำไมล่ะ บางทีที่ไปทำงาน เก้าอี้ที่นำมาเข้าฉากถ่ายราคาแพงกว่าค่าแต่งหน้าเยอะมาก แต่ถึงเวลาสุดท้ายแล้วเวลาโคลสอัพ เก้าอี้ก็ไม่เห็น แต่ทำไมคนให้ความสำคัญ..แต่ไม่เห็นความสำคัญของคนเป็นช่างแต่งหน้า? ซึ่งเราก็พยายามผลักดันกันต่อไป”
มีเทคนิคเตรียมตัวสำหรับเมคอัพในโค้งสุดท้ายของการประกวดอย่างไร?
Pom Vinij: “พี่ป้อมดูไฟและชุด ชุดนี่เป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางเมคอัพอันดับแรกเลย อย่างชุดราตรีนี่เราจะได้เห็นวันรันทรู ซึ่งเราก็จะปรับสไตล์การแต่งหน้าหน้างานเลย ทิศทางมู้ดโทนการแต่งหน้าเราจะมีคิดไว้อยู่แล้ว แต่ชุดเนี่ยจะเป็นตัวกำหนดอารมณ์ว่า หวาน คูล หรือ เซ็กซี่”
เรียกว่าทุกคนก็จะมีคอนเซ็ปต์เมคอัพเหมือนกันในเรื่องของลุคที่ดูทรงพลัง แต่เรื่องของคาแร็กเตอร์เราไปบิดกันหน้างาน?
Pom Vinij: “ถูกต้อง มันเป็นเรื่องประสบการณ์ หากถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไร ต้องเสพแบรนด์เนมทุกคอลเล็กชั่นรึเปล่า บอกเลยว่าเทคนิคมันง่ายมาก เราไม่ต้องไปดูทุกโชว์ให้อดหลับอดนอน เราแค่มองให้ออก จับคาแร็กเตอร์ของชุดนั้นให้ได้ว่าชุดมันมันบอกอะไรเรา แค่นั้นเราก็จะรู้แล้วว่าเราควรจะใส่อะไรลงไป บางชุดมันอาจจะเน้นสรีระของคน หรือ ความเซ็กซี่ การแต่งหน้ามันก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามความรู้สึกของชุดที่บอกเรา ประสบการณ์มันจะหล่อหลอมให้เรามีเทสต์ได้”
อยากฝากอะไรถึงแฟนๆ แอลบ้าง?
Pom Vinij:
“ฝากติดตามเวทีการประกวด Miss Universe Thailand 2021 นี้ด้วย อย่างที่บอก คนไม่เห็นความสำคัญของช่างแต่งหน้า บางทีช่างหนึ่งคนแต่งไป 5 หน้า มันจะไปสวยกันได้อย่างไร? มันไม่ทัน มีปีหนึ่งเด็กขึ้นเวทีไปละ ที่เหลือนั่งร้องไห้รอช่างแต่งหน้าแต่งก็มี ปีนี้มันเป็นปีที่เราจะขจัดจุดอ่อนตรงนั้นไปให้หมดเพื่อให้แฟนนางงามได้ชื่นชมว่า นางงามแต่งหน้าได้สวยทุกคน นี่คือ หน้าที่พี่ป้อม เราจะทำให้นางงามทุกคนบินไปบนเวทีด้วยความสวยของเมคอัพได้แบบเต็มที่..”
Photographer: Akkapon Kumpusan
Share on facebook
Share on twitter
Share on email