fbpx

I

In the mag

มุมมองของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา และ เจษ เจษฎ์พิพัฒ กับความเป็นไปและความเป็นไปได้ใหม่ๆในวงการบันเทิงไทย

"เราได้ยินคนพูดบ่อยว่าละครไทยกำลังจะตาย มันก็อาจจะจริง"
Share on facebook
Share on twitter

In the mag

Share on facebook
Share on twitter

มุมมองของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา และ เจษ เจษฎ์พิพัฒ กับความเป็นไปและความเป็นไปได้ใหม่ๆในวงการบันเทิงไทย

"เราได้ยินคนพูดบ่อยว่าละครไทยกำลังจะตาย มันก็อาจจะจริง"

หลังจากแสดงบทโรแมนติก-ดราม่ามาตลอด 10ปี เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา และ เจษ-เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์ มองเห็นความเป็นไปและความเป็นไปได้ใหม่ๆในสิ่งที่เรียกว่าวงการบันเทิงไทย

เมื่อต้นปีที่เจอกัน เจษบอกเราว่ากำลังถ่ายทำละครเรื่องใหม่ชื่อว่า ‘วิมานทราย’ ซึ่งเขาอธิบายเพิ่มเติมไว้ว่าเป็น sand castle ไม่ใช่ sandbox หลายเดือนผ่านไป เจษพาหญิงสาวคนหนึ่งมาพบกับ ELLE บอกว่าละครปิดกล้องได้แล้วในที่สุด และท่ามกลางเสียงดรายเป่าผม เจษและเอสเธอร์เอียงหน้าข้างที่ไม่ได้โดนช่างแต่งหน้าปาดสีมาพูดคุยกันอย่างคุ้นชินกับการทำงานแบบ multitasking

“ปีนี้ทำงานแสดงเป็นปีที่ 7 แล้ว ก็ 7-year-itch หน่อยๆ อยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทาย” เหลียวหลังแลหน้าอาชีพตนเองแล้วเจษก็พรูประโยคนี้ออกมา “เป็นงานที่ผมแสดงจบแต่ละซีนแล้วไม่ค่อยดูมอนิเตอร์ เพราะว่าดูแล้วจะหงุดหงิด เราเห็นแต่ข้อผิดพลาดของตัวเอง คนอื่นบอกว่าผ่านแล้วแต่เรายังไม่ค่อยโอเคเลยไม่ดูดีกว่า ไว้ใจผู้กำกับไปเลยว่าเขาผ่านก็คือผ่าน ไว้รอดูพร้อมคนดูซึ่งมันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว” เอสเธอร์ที่เอียงหูฟังเจษตอบแล้วก็รีบบอกว่าตัวเองก็เป็นเหมือนกัน “เอสไม่ค่อยเช็กตัวเองในมอนิเตอร์ เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว คือ…การทำงานกองถ่ายละครไทยเราจะเร่งรีบมากค่ะ มีเวลาจำกัด พอถ่ายเสร็จปุ๊บทุกคนจะเตรียมไปถ่ายซีนต่อไป เราทำจนเป็นนิสัย ทำงานศิลปะแต่ระบบอุตสาหกรรม” 

เจษเปิดเผยเรื่องที่คิดอยู่ลึกๆในใจหลังจากเฝ้าสังเกตความเป็นไปในวงการละครไทยมานานว่า “เราน่าจะทำละครวิชาชีพที่เราได้รีเสิร์ชลงลึกจริงๆ ทำละครวิชาชีพ อีกเรื่องที่ผมคิดคือความหลากหลายของเนื้อหา คนทำไม่ใช่ว่าไม่เบื่อนะ ทำแนวเดิมๆ ละครไทยจะมีสูตรบางอย่าง แต่พอทำอะไรที่ต่างออกไปคนก็ไม่ดู เหมือนเราถูกตัดสินไปแล้วครึ่งหนึ่งว่าละครไทยต้องประมาณนี้ แล้วเราจะได้ยินคนพูดว่า ‘ละครเกาหลีเขาไปไหนต่อไหนแล้ว’ เราฟังแล้วก็รู้สึกว่า…เพราะใจเราเปิดรับไปแล้ว ไม่ว่าเขาจะทำเนื้อเรื่องอย่างไร จะเป็นยมทูต วิชาชีพ เรื่องอะไรแปลกๆเราก็เปิดรับ เราไม่ตีกรอบให้เกาหลีไม่ว่าเขาจะทำแบบไหน ถ้าดีเราก็ยินดีที่จะดู แต่พอเป็นละครไทย พอเริ่มมีเนื้อหาแปลกออกไปคนดูจะเริ่มเอ๊ะ บางทีก็มีคนชมแต่ไม่มีคนดู ก็เลยทำไม่ได้ เป็นเรื่อง mindset คนที่มันค้านๆกันอยู่ในตัว”

คิ้วของเจษและเอสเธอร์ขมวดจนช่างแต่งหน้าเปลี่ยนไปแต่งตาแทน ซึ่งก็ยิ่งขับเน้นแววตาอันลิงโลดที่ได้เปิดเผยความในใจออกมายาวๆของคนทั้งคู่ “เราก็อยากให้ละครไทยมีหลายๆแนวให้ดูหน่อย” เอสเธอร์พูดแทนในฐานะที่ตัวเองก็เป็นผู้บริโภค “เอสเล่นแต่แนวดราม่ามาตลอด 10 ปีที่ทำอาชีพนักแสดง เราเล่นอยู่แนวเดียว ละครไทยนิยามได้แค่ไม่กี่คำ เซฟโซนคือโรแมนติกดราม่า แฟนตาซีก็ฉีกไปนิดหนึ่ง ไม่ใช่แฟนตาซีวิทยาศาสตร์ แต่จะเป็นแฟนตาซีตำนานพื้นบ้าน เราอยากเล่นบทที่หลากหลายกว่าเดิม ท้าทายกว่านี้ ได้ทดลองมากขึ้น แต่ว่าได้ทำน้อยเพราะปัจจัยต่างๆในวงการละคร เราต้องทำให้ดีที่สุดกับบทบาทที่เราได้รับมอบหมายมา” เจษรับลูกตอบต่อทันทีว่า “เราเห็นอะไรกว้างขึ้นด้วยความที่เราเป็นทั้งคนดูและคนทำ เราเห็นว่าสิ่งที่คนอื่นทำไม่ใช่ว่าเราทำไม่ได้ แต่เราทำแล้วไม่คุ้ม ก็เลยต้องค่อยๆบิด อย่าแรงนะ ค่อยๆใส่ความเปลี่ยนแปลงลงไป ก็ไม่แน่ครับ อีกสัก 50 ปีน่าจะเปลี่ยนได้จริงๆ”

“ผมว่าคนไทยเก่งๆเยอะ แต่ทุกคนก็ต้องทำงานประมาณนี้ แปลกมากไม่ได้เดี๋ยวคนไม่ดู ต่อให้สมมตินะ ผมมีเงินหมื่นล้าน เอาไปทำละครอย่างที่เราอยากทำ แต่เดี๋ยวก็หมด ถ้าไม่มีคนดู มันไม่ยั่งยืน คนทำละครไทยเลยต้องพยายามบิดรายละเอียดนิดๆหน่อยๆ ซึ่งมวลรวมแล้วจะดูคล้ายๆเดิม เหมือนไม่มีอะไรใหม่ คนทำเก่งๆผมเคยเห็นนะในบ้านเรา เราแค่ไม่ใช้เขา เพราะเราไม่มีเงินทุนมากพอจะไปใช้เขาได้ เราเล่นละครไทยมาพักหนึ่ง เราได้ยินคนพูดบ่อยว่าละครไทยกำลังจะตาย มันก็อาจจะจริง เพราะยุคนี้คนดูดูหนัง ดูละครของประเทศที่อุตสาหกรรมบันเทิงของเขาได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลด้วย เราก็เลยยิ่งสู้เขาไม่ได้เข้าไปใหญ่

“ณ จุดนี้ของอาชีพ ผมไม่ได้มองอะไรไกลเลย มองเป็นงานๆไป คิดว่าเราน่าจะทำได้ดีขึ้นอีก” เจษกล่าวโดยสรุป ราวกับว่า ณ จุดนี้ของอาชีพ เขาไม่คิดกังวลมากมายในเรื่องของตัวเอง แต่ใจไพล่ไปครุ่นคิดถึงอนาคตส่วนรวมมากกว่า ซึ่งอาจจะอธิบายได้ด้วยคำตอบของเอสเธอร์ที่พูดถึงช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิตว่า “เอสรู้สึกว่าจากที่เป็นคนไม่คิดอะไรก็คิดเยอะ คิดหน้าคิดหลัง เรื่องภายในรู้สึกว่าตัวเองเข้าที่เข้าทางมากขึ้น แต่กลายเป็นว่าเรื่องภายนอกเราเจอหลายๆสถานการณ์ที่เราไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นแล้วมากระทบกับการงานทุกคน – ไม่ใช่แค่ตัวเรา – มากขนาดนี้

“เอสเริ่มแสดงจากบทสมทบ ความแบกก็จะน้อย เวลาไปทำงานจะสนุก มีเว้นฉากบ้าง มีช่วงที่เราได้พัก แต่พอมารับบทนำ ฉากที่เราต้องแสดงเยอะขึ้น เวลาไปกองถ่ายเราต้องโฟกัสกับบทตลอดเวลาไม่อย่างนั้นอารมณ์จะหลุด สมาธิไม่ดี มันก็จะเหนื่อยมากซึ่งไม่ค่อยอยากทำค่ะ เรากลัวว่าจะทำออกมาได้ดีไหม เรากลัวว่าวันนั้นสภาพร่างกายเราจะพร้อมหรือเปล่า เราจะแสดงออกไปได้อย่างที่คิดไว้ไหม กลัวแต่ก็ต้องทำ เล่นละครมา 10 ปีแล้วก็ยังไม่หาย เราไม่อยากกลัวหรอกค่ะ แต่มันแก้ไม่หาย เอสว่า…ความกลัวจะทำให้น้ำตาเรามาไว เพราะเรากลัว กดดันมาก ทีนี้พอน้ำตาเรามาไวก็เลยได้เล่นบทดราม่าเยอะ

แล้วถ้ากดสั่งได้อยากได้บทแบบไหน เราถามนักแสดงดราม่าทั้งสอง ซึ่งพอเจอคำถามเปิดกว้างเข้าไปถึงกับคิดหนัก “คิดเป็นบทๆไม่ออก” เจษบอก “เอาแค่อะไรที่เราดูจากเมืองนอกแล้วเราก็ทำแบบนั้นได้ในละครไทย” เจษไม่วายวกกลับไปพูดถึงระบบอีกครั้ง “เช่น เมืองนอกทำหนังซูเปอร์ฮีโร่แล้วดูเท่ แต่ถ้าคนไทยทำซูเปอร์ฮีโร่ หูย เสร่อ ใช่ไหม น้อง (เอสเธอร์หัวเราะ) ลองคิดดูว่าถ้าบ้านเราทำหนังแบบซูเปอร์แมน นักแสดงต้องคิดหนักเลยนะว่าถ้าเราต้องไปใส่กางเกงในอยู่ข้างนอกมันจะออกมาเป็นอย่างไร หรือใส่ชุดรัดรูปแบบ Deadpool ถอดเสื้อแล้วทาตัวสีเขียวเป็น Hulk ถือขวานเป็น Thor เมืองนอกใส่ชุดอะไรที่ดูตลกกลับกลายเป็นว่าดูเท่ไปหมด ปัญหาก็เลยเป็นอย่างที่ผมบอกว่าคนดูอคติกับละครไทยไปแล้วว่าสู้เมืองนอกไม่ได้ แล้วผลตอบแทนที่ได้กลับมาก็ไม่ได้ทำให้เราอยู่ได้ ดาราฮอลลีวู้ดเล่นหนังเรื่องเดียวได้ค่าตัวแบบอยู่ได้ 10 ปี ถ้าผมเล่นแค่ปีละเรื่องแบบเขา แมวจรที่เลี้ยงไว้ก็อาจจะตายไปบางตัว” ทาสแมวที่ต้องรับใช้แมวจรนับสิบกล่าวน้ำเสียงยอมรับความจริง

“ปัญหาคือแอตติจูดคนดู ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ยาก เราอาจจะไปขอร่วมทุนจากหลายๆประเทศ เงินทำโปรดักชั่นจะได้เยอะขึ้นแล้วเอาไปขายหลายๆประเทศได้ แต่สุดท้ายถ้ามันดังมาจากเมืองนอก คนก็จะมองว่าเป็นหนังต่างประเทศ สมมติเราทำอินทรีแดงแล้วเอาไปฉายที่อเมริกาแล้วคนกรี๊ดอินทรีแดงอย่างกับ Deadpool พอเอามาฉายเมืองไทย คนก็มองว่าเท่ แต่ถ้ามันเริ่มที่เรา เราเป็นคนดูก่อน มันก็จะดูไม่คูล” 

“จริงๆแล้วเอสอยากเล่นบทคอเมดี้จ๋าๆ ตึ่งโป๊ะโบ๊ะบ๊ะ แต่ว่าเจอบทแบบนั้นน้อยค่ะ น้อยมากใน 10 ปีที่ทำงานมา” เอสเธอร์ทำมือห่ออย่างอยากให้รู้ว่ามันน้อยนิดจริงๆหนา “เอสอยากเล่นบทบู๊บ้างแบบหนังฮอลลีวู้ดที่บู๊จริงจัง หรือว่าบทดราม่าดีๆอย่างหนังเรื่อง The Greenbook เอสว่าเป็นหนังเล็กๆที่เรียบง่ายมาก เป็นหนังคนคุยกันแต่มันมีเสน่ห์มาก ได้ออสการ์เลย เอสอยากได้บทแบบนี้บ้าง ละครไทยจะมีความปรุงแต่งเกินความเป็นมนุษย์ไปบ้าง แอ็กติ้งต้องชัด หรืออยากเล่นบทดราม่าดีๆแบบ Silver Lining Playbook พล็อตที่คนที่มีปัญหาสุขภาพจิตต้องมาอยู่ด้วยกัน มันก็ท้าทายมาก หรือซีรี่ส์เกาหลีที่ชอบๆคือ Hometown Cha Cha Cha พล็อตเบาๆ แต่มีเสน่ห์ น่าติดตาม เพลงก็เพราะ” สายเกากล่าวจากใจ  

“เอสตั้งใจไว้ว่าปีที่ 11 เอสอยากเลือกงานที่ทำให้ตัวเองมีความสุข แต่ก่อนมันมีบางอย่างที่เราไม่อยากทำแต่ต้องทำ เพราะเราไม่ได้มีประสบการณ์เยอะ หรือบางเรื่องที่เราอยากเล่นแต่ความสามารถเราไม่ถึง การที่เราจะมีประสบการณ์เยอะๆเราก็ต้องไต่เต้ามา จนวันนี้เรารู้สึกว่าอายุเราค่อนข้างเยอะ 27 แล้ว (คนฟังทั้งห้องเงียบด้วยความสะเทือนใจ) วงการนี้อายุขัยในการทำงานมันสั้น คนใหม่ๆเข้ามาตลอด เราต้องต่อสู้ฝ่าฟันมาเยอะแล้วเราเหนื่อยน่ะค่ะ

“อีกอย่างคือการทำละคร 1 เรื่องไม่ใช่งานทำวันเดียวจบ ละครไทย 1 เรื่องถ่ายทำกันบางทีเป็นปี เป็นงานที่ต้องร่วมงานกับคนเป็นร้อย ถ้าเราใจไม่สู้ แล้วทีมงานเป็นร้อยต้องมาอยู่กับคนใจไม่สู้ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง มันมีผลกระทบต่อส่วนรวมแน่นอน” ไม่คุ้มค่าไทลินอลก็ไม่เอาดีกว่า ไม่ใช่เอสเธอร์คนเดียวที่พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่เลยค่ะ ทุกวันนี้มีเรื่องอื่นๆอีกเยอะมากที่จะทำให้เราเครียดได้ แล้วเราไม่รู้ด้วยว่าจะอยู่ในวงการนี้ได้อีกนานหรือเปล่า ช่วงที่ยังได้อยู่ก็อยากอยู่แบบมีความสุขบ้าง” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยโดยมิได้นัดหมาย…อีกครั้ง

เรื่อง : สุภักดิภา พูลทรัพย์
Photographer: อรรคพล คำภูแสน
Fashion Editor: ธันวา เทียมเมฆ
Make Up: ศรัณย์ อานาภรณ์ (เจษ), รินปภัค สุขอริยากุล (เอสเธอร์)
Hair: ณัฐพจน์ บุญสิทธิ์
Assistant Stylist: นราวิทย์ เพ็งบุญตรู
Assistant Photographer: ชญาน์ทัต นุชพุ่ม, ชานนท์ ประไพวรานนท์

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

RELATED STORY

ล้วงลึกตัวตนและแพสชั่นในเสียงดนตรีที่สร้างความมั่นใจให้กับ BOWKYLION
"ต่อให้เขาไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่โบมีชีวิตอยู่ แต่เขาจะจดจำว่ามีโบอยู่ในโลก"
เปิดทุกมุมมองและล้วงเคล็ดลับที่ทำให้ แอน ทองประสม เป็นชื่อที่ทุกคนนิยามว่า ‘นักแสดงคุณภาพ’
คนต่างยุคต่างวัยล้วนรับรู้ตรงกันว่าผู้หญิงที่นั่งอยู่กลางแสงไฟคนนี้คือซูเปอร์สตาร์
เปิดมุมมองต่อโลกและตัวละครของ มาย-อาโป สองนักแสดงจาก KinnPorsche The Series
ทำความรู้จักกับทั้งสองนักแสดงพร้อมเล่าประสบการณ์ชีวิตและมุมมองที่น่าชื่นชม
บนเส้นทางการเติบโตที่ไม่ง่ายดายแต่ทว่าน่าตื่นเต้นและชวนให้ติดตามของ Jeon Somi 
"สำหรับตอนนี้ ฉันแค่อยากจะถูกจดจำว่าเป็นศิลปินที่ทะเยอทะยานและพยายามสุดใจก็แล้วกัน"

By continuing to use our site you consent to the use of cookies as described in our privacy policy.