Type To Search
X
FOLLOW
11 Oct 2018

Cocktails & Queens รู้หรือเปล่า ค็อกเทลแก้วโปรดของคุณอาจมีที่มาจากไอคอนหญิงเหล่านี้

จิบคอสโมเก๋ๆ พร้อมสวมวิญญาณ Carrie Bradshaw

จริงอยู่ว่าคลาสสิกค็อกเทลอันโด่งดังที่เราจิบกันอยู่ทั่วโลกนั้นไม่มีใครบอกได้แน่ชัดว่าแก้วแรกเกิดขึ้นที่ไหนกันแน่ จะมีก็แต่การสันนิษฐานเอาจากบทความในหนังสือพิมพ์ที่ระบุคร่าวๆว่าคำว่า ‘cocktail’ ถูกบันทึกในหนังสือพิมพ์ครั้งแรกในช่วงศตวรรษ 1800 และการค้นเจอนั้นยังบอกอีกว่าค็อกเทลแก้วคลาสสิกส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดมาจากทศวรรษ 1920

แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของค็อกเทลที่มีอยู่ในวงการเครื่องดื่มทั่วโลก แถมในความเป็นจริงยังมีคลาสสิกค็อกเทลใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกยุคทุกสมัย บ้างก็มาจากการแข่งขัน หรือบางทีก็มาจากความคิดสร้างสรรค์ของลูกค้าจอมบงการ อย่าง 5 ค็อกเทลคลาสสิกต่อไปนี้ที่ต้นกำเนิดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น Female Icon คนดังเหล่านี้นี่เอง 

Espresso Martini

มาร์ตินี่คือคลาสสิกค็อกเทลแก้วโปรดของเจมส์ บอนด์ ที่มาพร้อมกับวลีฮิตที่บอกว่า ‘Shaken, not stirred’ ทำให้คนทั่วโลกรู้จักเครื่องดื่มแก้วที่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ยุค ’20s แก้วนี้กันทั่วโลก แต่มาร์ตินี่ของบอนด์คือออริจินัลที่เกิดจากเหล้าจิน (หรือวอดก้า) เวอร์มุธ และเปลือกมะนาวเหลือง (หรือมะกอก) เสิร์ฟในแก้วค็อกเทลรูปสามเหลี่ยมก้านยาวที่รู้จักในชื่อแก้วมาร์ตินี่ ต่างจาก Espresso Martini ที่เกิดขึ้นในยุค ’80s เรียกว่าเป็นค็อกเทลแก้วโมเดิร์นคลาสสิกที่มีความเชื่อมโยงกับมาร์ตินี่ของบอนด์แค่เพียงแก้วที่ใส่เท่านั้น ซึ่งค็อกเทลหลายแก้วที่เกิดขึ้นในยุคหลังหากเสิร์ฟในแก้วนี้ก็จะมีคำนี้พ่วงท้ายมาด้วยแบบอัตโนมัติ

แต่ความน่าสนใจของแก้วนี้อยู่ตรงที่มาที่เกิดจากการรีเควสต์ของนางแบบสาวคนหนึ่งที่บอกกับบาร์เทนเดอร์ Dick Bradsell ณ Fred’s Club กรุงลอนดอนว่า “Wake me up, and then fuck me up” เธออยากได้ค็อกเทลที่ปลุกให้เธอตื่นและเมาไปพร้อมๆ กัน ดิคจึงสร้างสรรค์ส่วนผสมระหว่างเหล้าวอดก้า ชอตกาแฟเอสเพรสโซ น้ำเชื่อม และลิเคียวร์กาแฟ  เชกให้เย็นจัดเสิร์ฟในแก้วมาร์ตินี่พร้อมเมล็ดกาแฟ 3 เม็ดเป็นซิกเนเจอร์ และที่สำคัญนางแบบสาวคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น Naomi Campbell นั่นเอง    

The Recipe: เหล้าวอดก้า, ชอตกาแฟเอสเพรสโซ, น้ำเชื่อม และลิเคียวร์กาแฟ 

Hanky-Panky

สมมติว่าเราจะพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับค็อกเทล Hanky-Panky เป็นแก้วที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย เพราะในแวดวงค็อกเทลโลกนั้น American Bar ณ Savoy Hotel ในกรุงลอนดอนถือว่าเป็นทุกอย่าง เป็นสถาบันของค็อกเทลโลกที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 1890 จนถึงปัจจุบัน และในปี ค.ศ. 2017 ที่ผ่านมาก็ยังขึ้นแท่นบาร์ที่ดีที่สุดในโลกจาก World’s 50 Best Bar 2017 แถมหนังสือค็อกเทล The Savoy Cocktail Book ก็ถือว่าเป็นไบเบิลเล่มหนึ่งของวงการเครื่องดื่มเลยก็ว่าได้ ความพิเศษอีกอย่างในเรื่องนี้ก็คือช่วงปี ค.ศ. 1903-1926 American Bar ได้มีหัวหน้าบาร์เทนเดอร์เป็นผู้หญิงนามว่า Ada Coleman ซึ่งในยุคที่บาร์เทนเดอร์มีแต่ผู้ชายนั้นเอด้าถือว่าเป็นผู้หญิงคนแรกๆที่ทรงอิทธิพลในวงการนี้ จนถึงวันนี้ก็ยังมีคนพูดถึงบทบาทของบาร์เทนเดอร์หญิงและค็อกเทลแก้วคลาสสิกของเธอ Hanky Panky

เอด้าได้ชงค็อกเทลให้เหล่าคนสำคัญและดาราหลายท่าน รวมถึงนักแสดงและผู้กำกับชาวอังกฤษ Sir Charles Hawtrey ผู้รีเควสต์ค็อกเทลที่ทำหน้าที่คลายความเหนื่อยล้าหลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน เอด้าจึงครีเอตแก้วนี้ซึ่งเป็นส่วนผสมโครงสร้างเดียวกับมาร์ตินี่ ด้วยการเบสด้วยจิน เวอร์มุธ และส่วนผสมพิเศษเป็นเหล้าสมุนไพร Fernet-Branca จากอิตาลี แล้วตกแต่งด้วยเปลือกส้มก่อนเสิร์ฟ

The Recipe: เหล้าจิน, เวอร์มุธ และ Fernet-Branca

The Greta Garbo

ความย้อนแย้งที่น่าแปลกคือยุค ’20s เป็นยุคที่ห้ามขายแอลกอฮอล์ในอเมริกา แต่กลับกลายเป็นยุครุ่งเรืองของค็อกเทลและความเป็นบาร์ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งทุกครั้งที่พูดถึงความรุ่งเรืองที่ว่าเราก็จะอดนึกถึงฉากปาร์ตี้และการสังสรรค์ใน The Great Gatsby ไม่ได้ เพราะเนื้อเรื่องบรรยายถึงความสวยงาม อู้ฟู่ของการสังสรรค์ไว้ได้อย่างงดงาม และนั่นก็คือภาพที่ผุดขึ้นมาทุกครั้งเมื่อนึกถึงนักแสดง และแฟชั่นไอคอนสาวชาวอเมริกัน-สวีดิช Greta Garbo เจ้าหญิงแห่งวงการภาพยนตร์เงียบแห่งยุค ’20s-’30s ที่โด่งดังจากภาพยนตร์เรื่อง Torrent (1926) และ Flesh and the Devil (1926) ก่อนที่เธอจะมีผลงานเป็นภาพยนตร์พูดเรื่องแรก Anna Christie (1930) ใน 4 ปีถัดมา ซึ่งประโยคที่ทำให้เธอโด่งดังจากเรื่องนั้นและกลายเป็นหนึ่งในค็อกเทลควีนส์ของเราคือ “Give me a whiskey, ginger ale on the side, and don’t be stingy, baby!”

แต่นั่นก็ยังไม่หมด เพราะความสวยของเธอทำให้กำเนิดค็อกเทลนามว่า The Greta Garbo ที่ตั้งชื่อตามดาราสาวขึ้นมา แก้วนี้มีส่วนผสมของเหล้ารัม Bacardí Carta Blanca เหล้าส้ม Grenadine Liqueur น้ำมะนาว และเหล้าแอบซินธ์เพียงเล็กน้อยพอให้กลิ่นของโป๊ยกั้กหอมโชย แต่เช่นเดียวกับอีกหลายแก้วที่ต้นตอของบาร์เทนเดอร์ผู้ให้กำเนิดนั้นไม่ได้ระบุไว้แน่ชัด แถมบางตำราก็ระบุส่วนผสมที่เป็น Luxardo Maraschino Liqueur แทนที่จะเป็นเกรนาดีน แต่หากอยากให้ค็อกเทลออกมาสวยเหมือนเกรต้าแล้วละก็ อย่าลืมบอกบาร์เทนเดอร์ของคุณให้ใส่เกรนาดีนแทนเพราะจะออกมาสีชมพูอ่อนสวยแต่ความแรงก็ไม่แพ้ใครเลยเช่นกัน

The Recipe: เหล้ารัม, เหล้าหวาน (Grenadine หรือ Maraschino), น้ำมะนาว และแอบซินธ์  

     

Cosmopolitan

เช่นเดียวกับทุกๆ ค็อกเทล Cosmopolitan หรือเรียกสั้นๆ ว่าคอสโม มีประวัติให้อ่านหลากหลายว่าจุดกำเนิดเริ่มต้นจริงๆ ของแก้วนี้เริ่มต้นมาจากที่ไหน บ้างก็ว่าดัดแปลงมาจากแก้วหนึ่งในหนังสือค็อกเทลจากยุค ’30s แต่ที่โด่งดังที่สุด (และฟังขึ้นมากที่สุด) น่าจะเป็นปลายปี ค.ศ. 1970 ที่ค็อกเทลยุคนั้นเริ่มทำให้มีสีสันสวยงามราวลูกกวาด แถมด้วยการใช้น้ำผลไม้เข้ามาเป็นส่วนผสมบ้างต่างจากคลาสสิกยุคปลายยุค ’20s ที่เป็นเหล้าล้วนๆเสียส่วนใหญ่ ซึ่งตำรานี้บอกว่าคอสโมนั้นเกิดขึ้นครั้งแรกที่ Cork & Cleaver สเต๊กเฮ้าส์ ณ มินนีแอโพลิส จากการปรับสูตรของค็อกเทลที่ชื่อว่า Kamikaze (วอดก้า เหล้าส้ม และน้ำมะนาว) ด้วยการเพิ่มน้ำแครนเบอร์รี่ลงไปเพิ่มรสความเป็นเบอร์รี่แล้วยังจะมีสีชมพูสวยเหมาะกับสาวๆอีกด้วย

ซึ่งไม่ว่าจะได้รับความนิยมมากขนาดไหนก็คงไม่เท่ากับตอนที่ Sarah Jessica Parker ในบทนักเขียนสาวแคร์รี่ แบรดชอว์ในซีรี่ส์ Sex and the City มีค็อกเทลสีชมพูแก้วนี้เป็นค็อกเทลคู่ใจ เมื่อออกไปดื่มกับแก๊งเพื่อนสาวมิแรนด้า ชาร์ล็อต และสแมนต้าเมื่อไรก็จะต้องมีคอสโมไม่ขาดมือ แล้วจริงไหมล่ะที่สาวๆ สาวก Sex and the City ไม่ว่าจะรุ่นไหนสมัยไหนเดินเข้าค็อกเทลบาร์หรืองานปาร์ตี้ที่ใดก็ต้องเคยมีอารมณ์องค์แคร์รี่เข้าสิงสั่งคอสโมกันทุกคน เหมือนกับว่าค็อกเทลแก้วนี้เกิดมาเพื่อบทนี้โดยเฉพาะ

The Recipe: เหล้าวอดก้า เหล้าส้ม (Triple Sec) น้ำมะนาวเขียว และน้ำแครนเบอร์รี่   

Taylored Black Russian

Black Russian เป็นหนึ่งในค็อกเทลแก้วที่ค่อนข้าง underrated ในหมู่นักดื่มชาวไทย เราแทบจะไม่เห็นใครสั่งในบาร์ค็อกเทล รวมถึงน้อยมากที่จะบรรจุอยู่ในเมนูเครื่องดื่มด้วยซ้ำไป แต่ดูเหมือนว่าค็อกเทลแก้วนี้จะเป็นเครื่องดื่มแก้วโปรดของนักแสดงสาวอย่าง Elizabeth Taylor ซึ่งเรื่องราวก่อนจะไปถึงตรงนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1949 ณ Hotel Metropole ในกรุงบรัสเซลส์ เมื่อบาร์เทนเดอร์ Gustave Tops ได้ชงเครื่องดื่มแก้วที่มีส่วนผสมของเหล้ากาแฟ (coffee liqueur) กับวอดก้า ให้กับ Perle Mesta ทูตอเมริกันประจำลักเซมเบิร์ก และให้ชื่อว่า Black Russian เพราะใช้เหล้าประจำชาติของรัสเซียอย่างวอดก้าเป็นส่วนประกอบหลัก ค็อกเทลแก้วนี้ก็เลยได้ถือกำเนิดขึ้นมา (เวอร์ชั่นมีน้องสาว White Russian ตามมาด้วยแค่เติมครีมลงไป)

ซึ่งนักแสดงสาวตัวแม่อีกคนในแสงสีฮอลลีวู้ดได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าค็อกเทลแก้วที่เธอโปรดปรานนั้นมีส่วนผสมของน้ำเชื่อม Hershey’s เหล้ากาแฟ และเหล้าวอดก้า ซึ่งก็คือเวอร์ชั่นหนึ่งของ Black Russian ที่ในหนังสือค็อกเทล Celebrity Cocktail (2014) ของนักเขียนนักประวัติศาสตร์ค็อกเทล Brian Van Flandern ให้ชื่อว่า Taylored Black Russian นั่นเอง     

 

Story: Vivian Q

Illustration: Pirawan Numdokmai

YOU MIGHT ALSO LIKE
MORE
load more stories
YOU MIGHT ALSO LIKE
MORE
load more stories
1
https://www.ellethailand.com/wp-content/uploads/2018/10/front-8.jpg