Type To Search
X
FOLLOW
22 Feb 2019

ใครจะคว้าชัย ใครจะชวด ทายผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 91 แบบไม่ต้องรอคุกกี้ทำนาย

Glenn Close จะแห้วเป็นรอบที่ 7 ไหมนะ

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับงานประกาศรางวัลภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง Academy Awards หรือที่เรารู้จักกันดีในนามว่า รางวัลออสการ์นั่นเอง ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 91 เพื่อเฉลิมฉลองให้แก่วงการภาพยนตร์อเมริกันในปี 2018 งานจะถูกจัดขึ้นที่โดลบี เธียร์เตอร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ในวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2019 (หรือเช้าวันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ เวลาไทย)

ในปีนี้ หนังขาวดำสัญชาติเม็กซิโก ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของสาวใช้ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ผลงานกำกับของ Alfonso Cuarón ที่เคยคว้ารางวัลออสการ์จาก Gravity มาแล้วอย่าง Roma ดูจะมาแรง จนสามารถเข้าชิงรางวัลสูงสุดถึง 10 รางวัล เสมอกับ The Favourite หนังตลกร้าย ว่าด้วยการแย่งชิงตำแหน่งคนโปรดของสมเด็จพระราชินีแอนน์แห่งอังกฤษ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ผลงานกำกับของผู้กำกับสัญชาติกรีกอย่าง Yorgos Lanthimos ก็เข้าชิงรางวัลไปถึง 10 รางวัลเช่นกัน

หนังจากฝั่งบล็อกบัสเตอร์นำทีมเข้าชิงรางวัลในสาขาหลักเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น A Star Is Born หนังเพลงว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของคู่รักนักร้องที่ชีวิตรักแปรผกผันกันกับอนาคตในวงการเพลง ผลงานการกำกับครั้งแรกของนักแสดงหนุ่มมากฝีมือ Bradley Cooper เข้าชิงถึง 8 สาขา เช่นเดียวกับ Vice หนังตลกเสียดสีการเมือง ว่าด้วยเรื่องราวของ Dick Cheney ในช่วงเป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัย George W. Bush ผลงานการกำกับของ Adam McKay ผู้เคยคว้ารางวัลออสการ์สาขาบทดัดแปลงยอดเยี่ยมมาแล้วจาก The Big Short

น่ายินดีที่ ปีนี้เป็นปีแรกที่มีหนังซูเปอร์ฮีโร่เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรก แถมยังเป็นฮีโร่ผิวสีเรื่องแรกจากค่าย Marvel Studios อีกด้วย นั่นคือ Black Panther กำกับโดย Ryan Coogler เข้าชิงไปถึง 7 รางวัล ตามมาด้วยหนังที่ว่าด้วยตำรวจผิวสีวางแผนทำลายล้างลัทธิเหยียดสีผิวในช่วง 1970s อย่าง BlacKkKlansman ผลงานกำกับโดย Spike Lee

แต่ก่อนที่จะทราบกันว่าใครจะคว้ารางวัลสูงสุดไปในปีนี้ ELLE THAILAND เลยขอวิเคราะห์และทำนายผลแบบเจาะลึกว่า ใครจะได้ถือโทรฟีไปครองในแต่ละสาขา ถ้าพร้อมแล้ว มาลุยกันเลย

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)

ว่าที่ผู้ชนะ : Roma

ใครจะรู้ว่าตัวเก็งออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปีนี้ จะเป็นหนังภาษาต่างประเทศ เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นเลยในประวัติศาสตร์ออสการ์ แต่ปีนี้ มันอาจเกิดขึ้น เพราะ Netflix ลงทุนกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการทำแคมเปญดัน Roma ให้ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ด้วยการจ้าง Lisa Taback นักวางแผนกลยุทธ์ล่ารางวัล ผู้อยู่เบื้องหลังการได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมออสการ์ ของหนังเรื่อง Spotlight และ Moonlight ถ้า Roma คว้าออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จะสร้างประวัติศาสตร์เป็นหนังภาษาต่างประเทศเรื่องแรกที่ได้รางวัลนี้ รวมถึงจะกลายเป็นหนังเรื่องแรกจากทาง Netflix ค่ายสตรีมมิ่งออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เข้าชิงและได้รางวัลออสการ์ในสาขานี้ไป ซึ่งเป็นการอัพเกรดภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่แบรนด์อย่างมาก

จุดเริ่มต้นการคว้ารางวัลของ Roma เริ่มต้นมาตั้งแต่ เทศกาลภาพยนตร์เวนิส ในปีที่ผ่านมา ที่คว้ารางวัลสิงโตทองคำ (Golden Lion) ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดประจำเทศกาลไปในฐานะภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จนมาสู่รางวัลหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมในเวทีลูกโลกทองคำ รวมถึงหนังยอดเยี่ยมในเวที Critics’ Choice Awards และรางวัล BAFTA ซึ่ง Roma เล่าถึงชีวิตหญิงรับใช้ในเมืองโรมา กรุงเม็กซิโก ซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ที่ผจญมรสุมชีวิตผ่านสถานการณ์ความรุนแรงในบ้านเมืองในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ร่วมกับครอบครัวที่เธอทำงานให้ ตัวหนังค่อยๆ สร้างบรรยากาศ และพาผู้ชมอินไปกับตัวละครสาวใช้ Cleo ผ่านการถ่ายภาพขาวดำที่ส่วนใหญ่ใช้ระยะภาพแบบ Long Shot เพื่อเล่าบรรยากาศโดยรอบของตัวละครอย่างละมุนละไม และจัดวางองค์ประกอบฉากได้อย่างยอดเยี่ยมมีศิลปะ

คู่แข่งของ Roma คือ Green Book เราต้องไม่ลืมว่ารางวัลนี้เป็นของสหรัฐอเมริกา เลยไม่น่าแปลกใจว่า ตั้งแต่อดีตไม่เคยมีภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศเรื่องไหน ได้รางวัลในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเลย คือถ้ากรรมการจะไม่โหวต Roma หวยจะออกที่หนังโรดมูวี ว่าด้วยการเดินทางอย่างสมานฉันท์ของนักเปียโนผิวสีกับคนขับรถผิวขาวอย่าง Green Book ทันที เพราะเล่นประเด็นสีผิวได้ออกมาในเชิงบวกและให้กำลังใจ การันตีด้วยการคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บนเวทีลูกโลกทองคำ และ รางวัลสมาคมโปรดิวเซอร์แห่งอเมริกามาเรียบร้อยแล้ว

ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Director)

ว่าที่ผู้ชนะ : Alfonso Cuarón – Roma

กวาดรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมในงานประกาศหลักทั้งหมด ตั้งแต่ ลูกโลกทองคำ, Critics’ Choice, BAFTA รวมถึงรางวัลสมาคมผู้กำกับแห่งอเมริกา จนเรียกได้ว่า Alfonso Cuarón ควรเตรียมคำกล่าวขอบคุณไว้รอพูดบนเวทีออสการ์เลยดีกว่า เพราะคว้ารางวัลนี้อย่างแน่นอน ซึ่งเขาก็สมควรจะได้รับรางวัลนี้อย่างแท้จริง

Alfonso เนรมิตกรุงโรมา เม็กซิโกในต้นทศวรรษ 1971 ผ่านการถ่ายภาพขาวดำ และใช้จินตนาการขับเคลื่อนการกำกับ จนออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวที่ตื่นตา สมจริง และชวนติดตาม จนคนดูละสายตาจากหนังตรงหน้าไม่ได้ เขาเล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมที่ได้แรงบันดาลใจจากชีวิตวัยเด็กของตนเอง ออกมาในรูปแบบที่เรียบง่ายแต่น่าเชื่อ รวมถึงการกำกับฉากที่เต็มไปด้วยฝูงชนที่มีให้เห็นตลอดทั้งเรื่อง ได้อย่างไม่มีหลุดข้อตำหนิให้เห็น จนผู้ชมสามารถพูดได้ว่า ไม่ได้เห็นหนังที่สมจริงและยอดเยี่ยมขนาดนี้มานานมากแล้ว

เขาเคยชนะรางวัลออสการ์มาแล้วจากหนังไซไฟอวกาศเรื่อง Gravity ในปี 2013 ซึ่งถ้าเขาได้รางวัลจริงๆ อีกครั้งในปีนี้ เขาจะกลายเป็นผู้กำกับคนแรกที่ได้รางวัลจากหนังภาษาต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งคู่แข่งของเขาในปีนี้คือ Spike Lee ผู้กำกับผิวสีมือเก๋า ที่เข้าชิงสาขานี้เป็นครั้งแรกจากเรื่อง BlacKkKlansman ออสการ์มีสิทธิ์หักมุมให้ เพราะเป็นผู้กำกับเก่าแก่แต่ไม่เคยได้รางวัล แต่ความเป็นไปได้ คิดว่ายากที่จะเกิดการพลิกล็อก ก็กัวรอนเล่นคว้ามาทุกรางวัลแล้ว มาพลาดที่เวทีนี้มันก็คงจะกระไรอยู่

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Best Actor)

ว่าที่ผู้ชนะ : Rami Malek – Bohemian Rhapsody

ก่อนที่จะมีการประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ ที่เป็นเวทีใหญ่เวทีแรกที่ประกาศรางวัลออกมา Rami Malek ไม่เคยอยู่ในสายตาของรางวัลเหล่านักวิจารณ์ส่วนใหญ่ในฐานะผู้ชนะรางวัลเลย เพราะพวกเขาเทคะแนนให้ Ethan Hawk จาก First Reformed และ Bradley Cooper จาก A Star Is Born กันทั้งหมด พอลูกโลกทองคำประกาศผู้ชนะสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทหนังดราม่า ออกมาเป็นชื่อ Rami จาก Bohemian Rhapsody เท่านั้น ชายหนุ่มผู้นี้ก็กลายมาเป็นตัวเก็งในสาขานี้ทันทีอย่างคาดไม่ถึง จนส่งให้เขาได้รางวัล BAFTA และ SAG ซึ่งทำให้เขามีโอกาสคว้ารางวัลออสการ์ได้ไม่ยาก

แล้วทำไมจู่ๆ หนุ่ม Rami ถึงเป็นม้ามืดขึ้นมา เหตุผลอันดับต้นๆ เลย คือเขาลงทุนแปลงโฉม ใน Bohemian Rhapsody มาเลก ถ่ายทอดบทบาทเป็น Freddie Mercury นักแต่งเพลงสัญชาติอังกฤษและนักร้องนำวง Queen เขาเริ่มศึกษาวิธีพูดสำเนียงอังกฤษ ด้วยการดูสัมภาษณ์สุดเจ้าอารมณ์ของ Freddie เริ่มฝึกเปลี่ยนแปลงร่างกาย และเคลื่อนไหวท่วงท่าให้เหมือนกับตัว Freddie มากที่สุด เข้าคู่กับการแต่งหน้าเอ็ฟเฟ็กต์เพื่อให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น จนทำให้เขาแสดงหนังโดยเฉพาะในฉากเล่นคอนเสิร์ตได้เหมือนจริง จนคนดูลืมไปว่ากำลังดูหนัง คิดว่ากำลังชมคอนเสิร์ตของวง Queen อยู่ โดยที่เขาไม่ได้ร้องเพลงเองเลยสักเพลงเดียว การแสดงของ Rami ขับเคลื่อนหนังอยู่ตลอดเวลาอย่างน่าทึ่ง ซึ่งเวทีรางวัลหลักมักแพ้เหล่านักแสดงผู้ทุ่มเท และลงคะแนนให้พวกเขาได้รางวัลไป โดยเฉพาะออสการ์

คู่แข่งคนสำคัญในสาขานี้คือ เจ้าของรางวัลออสการ์ผู้ขึ้นชื่อในการเป็นเจ้าพ่อของการแปลงโฉมอย่าง Christian Bale จาก Vice ที่มาครั้งนี้เขากลับมาเพิ่มน้ำหนักให้อ้วนลงพุงถึง 25 ปอนด์ หรือกว่า 11 กิโลกรัม พร้อมแต่งหน้าเอ็ฟเฟ็กต์หัวล้าน เป็น Dick Cheney รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัย George W. Bush ซึ่งคว้ารางวัลลูกโลกทองคำสาขา นักแสดงนำชาย ในหนังเพลงหรือหนังตลก และรางวัล Critics’ Choice ไปครอง

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress)

ว่าที่ผู้ชนะ : Glenn Close – The Wife

คิดว่าคงถึงเวลาที่มงต้องลงเจ้าป้า Glenn Close เสียที หลังจากเข้าชิงมาถึง 7 ครั้ง ในรอบ 4 ทศวรรษ แต่ยังไม่เคยได้รางวัลออสการ์เลยสักตัว ในปีนี้ Glenn ชิงจากภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง The Wife ว่าด้วยชีวิตของ Joan Castleman ภรรยาของนักเขียนชื่อดัง ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสามีมายาวนาน เกิดสงสัยในตัวเองว่าเธอเลือกทางเดินในชีวิตถูกหรือไม่ หลังจากสามีของเธอได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานที่เธอทำให้

Glenn แสดงออกผ่านสีหน้าท่าทางของตัวละคร ผ่านกล้องที่จับใบหน้าด้วยมุมภาพแบบ close-up ซึ่งเป็นงานหินมากสำหรับนักแสดง แต่ด้วยความเป็นตัวจริงของเธอ ทำให้เธอคงความเป็นตัวละครได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเรื่อง แบบไม่หลุดสักเฟรมเดียว รวมถึงฉากปะทะอารมณ์ขนาดยาวอีก 3 ฉาก กับ Jonathan Pryce นักแสดงคู่ของเธอในเรื่อง ก็แสดงได้อย่างลื่นไหลและลำดับอารมณ์ได้ดี จนพาเรื่องราวไปถึงจุดสูงสุดจนผู้ชมรู้สึกถึงตัวละครตามไปด้วย

คู่แข่งที่น่ากลัวของ Glenn ในปีนี้ คือ Olivia Colman จาก The Favourite ที่แปลงโฉมสร้างคาแรกเตอร์เป็นสมเด็จพระราชินีแอนน์แห่งอังกฤษได้อย่างหมดจดจนคว้ารางวัล BAFTA ไปในอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่คิดว่าออสการ์ไม่ใจร้ายหักหลัง Glenn แน่นอนในคราวนี้ เพราะทางฮอลลีวูดก็ปูรางวัลมาให้ตั้งแต่ ลูกโลกทองคำ Critics’ Choice รวมถึง รางวัลสมาคมนักแสดงอย่าง SAG Awards ที่กรรมการเกินครึ่ง เป็นผู้ลงคะแนนเสียงในรางวัลออสการ์ด้วยเช่นกัน

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Best Suporting Actor)

ว่าที่ผู้ชนะ : Mahershala Ali – Green Book

เพิ่งได้รางวัลนักแสดงสมทบชายตัวแรกไปเมื่อปี 2 ปีก่อน จากเรื่อง Moonlight ปีนี้ Mahershala Ali ก็กลับมาท็อปฟอร์มเป็นตัวเต็งในสาขานี้อีกครั้ง จากหนังดราม่าสร้างจากเรื่องจริงเกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างนักเปียโนผิวสีกับคนขับรถผิวขาวอย่าง Green Book ซึ่งทำให้เขามีโอกาสสูงมากที่จะคว้ารางวัลออสการ์ตัวที่ 2 ไปได้ง่ายๆ ในบท Don Shirley นักเปียโนแจ๊สผิวสีผู้เป็นอัจฉริยะและประสบความสำเร็จ โดยจ้าง Tony “Lip” Vallelonga แสดงโดย Viggo Mortensen มาขับรถและเป็นบอดีการ์ด ขณะทัวร์คอนเสิร์ตทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ในช่วงทศวรรษ 1960s ที่คนผิวสียังไม่ได้รับการยอมรับในพื้นที่เหล่านั้น อาลีแสดงเป็นนักเปียโนได้สมจริง ทั้งๆ ที่เขาไม่เล่นเปียโน เขาเวิร์กช็อปวิธีการเล่นเปียโนกับ Kris Bowers นานถึง 3 เดือน เพื่อให้การแสดงดูน่าเชื่อมากขึ้นไปอีก จน Mahershala คว้ารางวัลในเวทีหลักมาครบทุกรางวัล ตั้งแต่ ลูกโลกทองคำ, Critics’ Choice, SAG และ BAFTA

แต่ถ้าเรากลับมามองดีๆ แล้ว รางวัลนี้คือรางวัลนักแสดงสมทบ ที่ควรจะให้แก่นักแสดงที่สมทบจริงๆ ถ้าใครที่ดูหนังคงจะรู้สึกว่า บทของ Mahershala ไม่ใช่บทสมทบ แต่เป็นบทนำคู่กันกับ Viggo Mortensen ซึ่งทางค่ายหนังและโปรดิวเซอร์ เลือกที่จะส่งทั้ง 2 คนนี้เข้าชิงในสาขาที่ต่างกันเพื่อกระจายการได้รางวัล ซึ่งดูแล้ว ไม่ยุติธรรมกับบทนักแสดงที่เป็นสมทบจริงๆ เรื่องราวนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยเกิดมาแล้วหลายครั้ง อย่างล่าสุดในกรณีของ Alicia Vikander ที่ได้ออสการ์นักแสดงสมทบหญิง ในบทนำจาก The Danish Girl ที่ได้ออสการ์นักแสดงสมทบหญิงหรือ Viola Davis ที่ได้ออสการ์สมทบหญิง ในบทนำจาก Fences

คู่แข่งคนสำคัญของ Mahershala คือ Richard E. Grant จาก Can You Ever Forgive Me? นักแสดงชาวอังกฤษผู้รับบทเป็นพ่อค้ายาสุดชิกผู้เป็นเพื่อนสนิทที่คอยขายจดหมายปลอมให้แก่ นักเขียนตกอับ Lee Israel

นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Best Supporting Actress)

ว่าที่ผู้ชนะ : Amy Adams – Vice

คาดเดาผลได้ยากจริงๆ สำหรับสาขานักแสดงสมทบหญิงในปีนี้ เพราะผลเวทีแต่ละที่ ผู้ชนะไม่ซ้ำกันเลย ตอนแรก หลายคนคงรอดูว่าใครจะได้รางวัล SAG ที่สามารถปูทางให้ได้รางวัลออสการ์ต่อไปได้ง่าย แต่ผลรางวัลกลับพลิกล็อก ตกเป็นของ Emily Blunt จาก A Quiet Place ที่ไม่ได้เข้าชิงออสการ์ด้วยซ้ำ ส่วนตัวเต็งอย่าง Regina King ที่คว้ารางวัลลูกโลกทองคำ และ Critics’ Choice ไม่เข้าชิงรางวัล SAG และ BAFTA โอกาสที่จะได้ออสการ์ยังมีอยู่ แต่อาจจะไม่ได้มั่นใจมาก ส่วนเวที BAFTA ก็ให้รางวัลสาขานี้แก่ Rachel Weisz จาก The Favourite อาจเป็นเพราะเธอเป็นนักแสดงชาวอังกฤษ เราเลยขอทำนายผลให้ฉีกออกไปเลยว่า ปีนี้ นักแสดงหญิงที่เข้าชิงออสการ์มาถึง 6 ครั้งแต่ยังไม่เคยชนะเลยอย่าง Amy Adams มีสิทธิ์คว้ารางวัลออสการ์ตัวแรกไปครอง จาก Vice เพื่อเป็นการชดเชยการเข้าชิงมาอย่างยาวนาน

ในเรื่อง Vice สาว Amy รับบทเป็น Lynne Cheney สุภาพสตรีหมายเลข 2 ภรรยาผู้สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังผลักดันความสำเร็จของ Dick Cheney รองประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอเมริกา โดยที่ Amy ต้องหาข้อมูลทำการบ้านอย่างหนักหน่วงเพื่อเตรียมตัวแสดงบทนี้อย่างเข้าถึง เพราะเธอรู้จัก Lynne เพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น เธอได้ออกแบบคาแรกเตอร์ของ Lynne ในลักษณะฉลาด ทะเยอะทยาน ผลักดันสามีให้เป็นใหญ่ในแบที่เธอต้องการเป็น แต่ไม่สามารถและไม่ได้รับการสนับสนุน ทำให้การแสดงของเธอมีมิติ เป็นผู้หญิงที่มีชีวิตเป็นของตัวเอง ไม่ได้เป็นเพียงภรรยาของตัวละครหนึ่งในเรื่อง

ในเมื่ออะไรก็เกิดขึ้นได้ คู่แข่งของ Amy ในปีนี้ จึงกลายเป็นผู้เข้าชิงที่เหลือทุกคน เพราะไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่ากรรมการออสการ์จะมาไม้ไหนจริงๆ

บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม (Best Original Screenplay)

ว่าที่ผู้ชนะ : The Favourite บทภาพยนตร์ดั้งเดิมโดย Deborah Davis และ Tony McNamara

ศึกในสาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมครั้งนี้ ตกเป็นของมวยคู่ The Favourite ของ Yorgos Lanthimos และ Green Book ของ Peter Farrelly รายแรกคว้ารางวัล BAFTA สาขาบทยอดเยี่ยมไป แต่ชวดการเข้าชิงรางวัลสมาคมนักเขียนบทแห่งสหรัฐอเมริกา (WGA) เพราะไม่ถูกต้องตามเกณฑ์ของสมาคมที่มีชื่อว่า Minimum Basic Agreement ส่วนรายหลัง คว้ารางวัลลูกโลกทองคำสาขาบทไปครอง แต่อย่างไรก็ดี ทั้งสองเรื่อง ก็ยังเปิดผู้เข้าชิงที่มีภาษีสูงที่จะได้รับรางวัลในสาขานี้ไป

The Favourite ดูจะมีโอกาสมากกว่า เพราะคว้ารางวัลนักวิจารณ์อเมริกามาแบบเป็นกอบเป็นกำ หนังตลกร้ายย้อนยุคสุดแซ่บเรื่องนี้ มีธีมหลักของเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของผู้หญิง โดยเล่าเรื่องคู่ขนานผ่านชีวิตผู้หญิง 3 คน ในศตวรรษที่ 18 ได้แก่ สมเด็จพระราชินีแอนน์แห่งอังกฤษ, Sarah Churchill และ Abigail Masham ที่สองรายหลังมาชิงดีชิงเด่นกันเพื่อเป็นคนโปรดที่สุดของราชินี ตัวบทสร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง และตัวละครจากคนที่มีอยู่จริง มีความซับซ้อนด้วยการเล่า สอดแทรกภาษาที่คมคาย พร้อมด้วยมุกตลกอันชาญฉลาด และการกระทำของตัวละครที่ไปสุดทางเท่าที่จะเป็นได้ ที่แสดงให้เห็นถึงการหาข้อมูลในการเขียนบทมาอย่างละเอียด ทำให้บททำงานกับผู้ชมได้เป็นอย่างดี ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะเป็นตัวเก็งของสาขานี้

คู่แข่งที่น่ากลัวคือ Green Book หนังที่เล่นประเด็นเชื้อชาติในสหรัฐอเมริกาให้ออกมาในเชิงบวก ซึ่งกินใจผู้ชมได้ไม่ยาก แต่ไม่มีอะไรแน่นอน หนังที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับศาสนาอย่าง First Reformed ของ Paul Schrader ผู้กำกับและคนเขียนบทมือดี ที่เพิ่งเคยได้ชิงออสการ์อาจจะคาบไปกินก็เป็นได้

บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม Best Adapted Screenplay

ว่าที่ผู้ชนะ : BlacKkKlansman ดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย Charlie Wachtel, David Rabinowitz, Kevin Willmott และ Spike Lee

หลังจากเข้าชิงออสการ์มาหลายครั้ง แต่ไม่เคยชนะ และรับรางวัลเกียรติยศไปเมื่อปี 2015 โอกาสที่ใกล้ที่สุดที่ Spike Lee ผู้กำกับผิวสีที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการหนังมากว่า 35 ปี จะได้ออสการ์ อยู่ในสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ซึ่งเขาหยิบนวนิยายที่สร้างจากเรื่องจริงเรื่อง Black Klansman โดย Ron Stallworth มาดัดแปลงเป็นหนังดรามาผสมคอเมดี เรื่อง BlacKkKlansman ที่ว่าด้วย ชีวิตตำรวจผิวสีคนแรกที่โคโลราโด สปริงส์ ที่ต้องตามกวาดล้าง KKK ลัทธิการเหยียดผิวที่ต้องการทำลายล้างคนผิวสี โดย Spike Lee ดัดแปลงบทร่วมกับ Charlie Wachtel, David Rabinowitz และ Kevin Willmott ใช้วิธีการเล่าผ่านบทอย่างสนุกสนาน และลำดับเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป พาเราไปสำรวจตัวละครแต่ละตัวทีละมุม และมีการใช้วิธีการแบบสารคดีในการช่วยเล่าเรื่อง ทำให้หนังออกมาสนุก และสื่อถึงแนวคิดที่ต้องการจะสื่อได้เป็นอย่างดี

BlacKkKlansman คว้ารางวัลบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมบนเวที BAFTA ไป แต่แพ้ให้กับ Can You Ever Forgive Me? ในเวทีสมาคมนักเขียนบทแห่งอเมริกา (WGA) อย่างน่าประหลาดใจ เพราะทุกคนมั่นใจกันแล้วว่า BlacKkKlansman เป็นตัวเก็ง ทั้งนี้ เรื่องนี้ก็ยังมีโอกาสสูงอยู่ดีในเวทีออสการ์ ด้วยบารมีของผู้กำกับเอง

ถือว่ามวยถูกคู่ เพราะคู่แข่งของ BlacKkKlansman เป็นหนังที่เล่าเรื่องคนผิวสีเช่นกัน ได้แก่ If Beale Street Could Talk ผลงานจาก Barry Jenkins ผู้พา Moonlight คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาแล้ว ซึ่งครั้งนี้ เขายังคงเล่าเรื่องคนผิวสีเช่นเคย แต่ย้อนยุคกลับไปเล่าถึงชีวิตสามี-ภรรยาวัยรุ่น ที่ชีวิตคู่พลิกผัน เมื่อฝ่ายชายถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมว่าล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิง จนต้องไปใช้ชีวิตในคุก ดัดแปลงมาจากนวนิยายในชื่อเดียวกันกับหนังของ James Baldwin

เพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Original Song)

ว่าที่ผู้ชนะ : “Shallow” จาก A Star Is Born 

แม้ Lady Gaga จะไม่ใช่ตัวเต็งสาขานักแสดงนำหญิง แต่สาขาเพลง เธอมาแน่ กับเพลง Shallow จากหนังเรื่อง A Star Is Born ที่บอกเล่าเรื่องเส้นทางชีวิตการวิ่งตามความฝันในการเป็นนักร้องนักแต่งเพลงของตัวละคร Ally Maine ที่แสดงถึงธีมเรื่องหลักของหนังได้อย่างชัดเจนผ่านเพลงมากกว่า 2 ครั้งในเรื่อง ด้วยท่วงทำนองและเนื้อร้องที่ได้รับการแต่งมาอย่างดีจนเข้ากับเรื่อง ส่งให้ผู้ชม เอาใจช่วยตัวละครหลักทั้งในเรื่องของการประสบความสำเร็จและความรัก

เพลง Shallow ร่วมแต่งคำร้องและทำนอง โดย Lady Gaga, Mark Ronson, Anthony Rossomando และ Andrew Wyat ที่คว้า 2 รางวัล Grammy, 1 รางวัลลูกโลกทองคำ, 1 รางวัล Critics’ Choice, 1 รางวัล BAFTA (รวมอยู่ในสาขาดนตรียอดเยี่ยม) จึงชัดเจนมากว่าน่าจะคว้ารางวัลสูงสุดบนเวทีออสการ์แน่นอน ถือว่าเป็นฝันที่เป็นจริงของ Lady Gaga ที่เคยเข้าชิงในสาขานี้มาแล้ว ในปี 2015 จากเพลง Til It Happens to You ประกอบหนังสารคดีเรื่อง The Hunting Ground แต่แพ้ให้กับ Sam Smith จากเพลง Writing’s on the Wall ที่ประกอบหนังสายลับเจมส์ บอนด์ เรื่อง Spectre

ถ้าเพลง Shallow ไม่ได้ออสการ์ อีกเพลงหนึ่งที่มีสิทธิ์คว้าชัยคือ All The Stars ของ Kendrick Lamar ที่ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Black Panther  

เรื่องโดย Wit Sudthinitaed

YOU MIGHT ALSO LIKE
MORE
load more stories
YOU MIGHT ALSO LIKE
MORE
load more stories
1
https://www.ellethailand.com/wp-content/uploads/2019/02/front_oscarpredict-1024x538.jpg