fbpx

I

Fashion

ย้อนเส้นทางการปฏิวัติแฟชั่นสู่ยุค Fur-free เมื่อเหล่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่ยุติการใช้ขนสัตว์แท้

ความสวยงามของเครื่องแต่งกายไม่จำเป็นต้องเกิดจากการทรมานสัตว์

ย้อนเส้นทางการปฏิวัติแฟชั่นสู่ยุค Fur-free เมื่อเหล่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่ยุติการใช้ขนสัตว์แท้

ความสวยงามของเครื่องแต่งกายไม่จำเป็นต้องเกิดจากการทรมานสัตว์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสังคมเริ่มให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) เพิ่มขึ้นอย่างแพร่หลาย ทำให้แบรนด์แฟชั่นระดับโลกมากมายต่างเริ่มปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงด้วยการประกาศเข้าร่วมกลุ่มรณรงค์สวัสดิภาพสัตว์และส่งเสริมการใช้ขนเทียมในอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่าง Fur Free Alliance ทั้งยังมีการยุติการใช้หนังจากสัตว์เอ็กโซติกต่างๆ เช่นเดียวกัน

อาจกล่าวได้ว่าในอดีต ‘ขนสัตว์’ เป็นวัสดุที่สำคัญในการผลิตเครื่องนุ่งห่มเพราะสามารถให้ความอบอุ่นได้เป็นอย่างดี ทว่าในเวลาต่อมาขนสัตว์กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือแสดงพลังอำนาจและฐานะของมนุษย์เพราะมันคือทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่มีมูลค่าสูงกว่าเนื้อผ้าชนิดอื่นๆ ทั้งยังเป็นหลักฐานที่แสดงว่ามนุษย์สามารถเอาชนะสัตว์ป่าได้ แต่ในปัจจุบันมีการสังเคราะห์ขนสัตว์เทียมขึ้นมา ซึ่งสามารถให้ความอบอุ่นได้และเมื่อมองด้วยตาเปล่ายังไม่อาจแยกออกได้ว่าขนสัตว์เหล่านี้เป็นของจริงหรือสิ่งสังเคราะห์ ดังนั้นการใช้ขนสัตว์จริงในอุตสาหกรรมแฟชั่นในปัจจุบันหรือการได้ขนสัตว์มาจากการฆ่าสัตว์มากมายอาจไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว

Calvin Klein เป็นแบรนด์แรกๆ ที่ประกาศเลิกใช้ขนสัตว์ในการผลิตสินค้าหลังจากถูกประท้วงโดยนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์ในปี 1994 ดังนั้นคอลเล็กชั่นต่างๆ ที่ผลิตหลังจากนั้นเป็นต้นมาล้วนเป็นขนสัตว์เทียมทั้งสิ้น ส่วนแบรนด์ที่เป็นผู้บุกเบิกด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่าง Stella McCartney นั้นเป็นแบรนด์แรกที่ไม่เคยนำวัสดุจากสัตว์มาผลิตสินค้าเลยแม้แต่ครั้งเดียวไม่ว่าจะคอลเล็กชั่นใดก็ตามมาตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ในปี 2001 เนื่องจากตัวดีไซเนอร์ให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมชาติเป็นพิเศษ และตัวเธอเองเป็นวีแกนที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ ซึ่งเธอก็เชื่อว่าทุกสิ่งบนโลกสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้อีกครั้ง ส่วนแบรนด์ของเธอเองก็พยายามลดการใช้ไนลอนสังเคราะห์ด้วยการนำพลาสติกเก่ามารีไซเคิลเพื่อทอเป็นผ้าไนลอนแทน รวมไปถึงการใช้ใยไหมแบบไม่ต้องฆ่าดักแด้เพราะพวกเขาเลือกใช้ใยไหมจากดักแด้ที่กลายเป็นผีเสื้อไปแล้วแทน

ต่อมาในปี 2006 ทางแบรนด์ Ralph Lauren ก็ตามรอยไปอีกหนึ่งแบรนด์ เพราะพวกเขามองว่าการใช้ขนสัตว์จริงในการผลิตเสื้อผ้านั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไปแล้ว ส่วนปี 2007 แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำสัญชาติอเมริกันอย่าง Tommy Hilfiger ก็ยกเลิกการใช้ขนสัตว์เช่นเดียวกัน

เวลาล่วงเลยผ่านมาถึงปี 2016 Giorgio Armani ก็ร่วมเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ไฮเอนด์ที่ประกาศว่าแบรนด์จะปลอดการใช้ขนสัตว์ ส่วนแบรนด์แฟชั่นสัญชาติอิตาเลียนในตำนานอย่าง Gucci และแบรนด์แฟชั่นสัญชาติอเมริกันของ Michael Kors ก็ตามรอยแนวทาง Fur Free ในปี 2017 ซึ่งทั้งสองแบรนด์นี้เองมองว่าสินค้าที่หรูหรานั้นไม่ต้องผลิตจากขนสัตว์ก็ได้ และขนสัตว์นั้นดูเป็นวัสดุที่ล้าสมัยไปสักเล็กน้อยด้วย

ปี 2018 ยังคงมีแบรนด์แฟชั่นชื่อดังยกเลิกการใช้วัสดุจากสัตว์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Coach, Bottega Veneta, Versace, Balenciaga, Alexander McQueen รวมไปถึง Burberry ที่ประกาศยกเลิกการเผาสินค้าที่ขายไม่ได้ไปพร้อมกับการอำลาการใช้ขนเฟอร์ มากไปกว่านั้นแบรนด์ Chloé ยังประกาศเลิกใช้และเตรียมนำวัสดุขนสัตว์ที่เหลือไปรีไซเคิลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมกับตั้งเป้าว่าปี 2022 บรรจุภัณฑ์ของสินค้าทั้งหมดจะต้องเป็นกระดาษรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้เอง ส่วนไม้แขวนผ้าต้องมาจากการรีไซเคิลเหล็กหรือกระดาษ และภายในปี 2025 พวกเขาจะพยายามลดขยะจากบรรจุภัณฑ์ลงอีก 25% 

ส่วนปี 2019 Karl Lagerfeld และ Prada ได้รับแรงกดดันจากเหล่านักเคลื่อนไหวเพื่อสวัสดิภาพสัตว์ พวกเขาจึงประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะไม่มีการใช้ขนสัตว์อีกต่อไป และบริษัทในเครือของ Prada อันประกอบไปด้วย Miu Miu, Church’s และ Car Shoe จะยุติการใช้วัสดุเหล่านี้เช่นกัน

ถัดมาในปี 2021 Saint Laurent เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ยุติการใช้ขนเฟอร์ทั้งหมดภายในปี 2022 และล่าสุดในปีนี้แบรนด์แฟชั่นกันหนาวของอิตาลีอย่าง Moncler ประกาศยุติการใช้ขนสัตว์แท้ในการผลิตเสื้อผ้าภายในปี 2024 โดยคอลเล็กชั่นสุดท้ายที่จะมีขนสัตว์แท้ประกอบอยู่นั้นจะเป็นคอลเล็กชั่น Fall/Winter 2023 และทางแบรนด์จะพยายามใช้วัสดุที่กระทบกับธรรมชาติน้อยที่สุด เช่น ใช้ขนอ่อนของห่านที่ตายจากการผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร ไม่ใช่จากการถอนเอาขนในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ผลิตไนลอนจากขยะพลาสติกในทะเล พร้อมทั้งลดการปล่อยคาร์บอนจากการผลิต และหลังจากนี้แบรนด์จะมุ่งหน้าทำงานร่วมกันกับองค์กรพิทักษ์สัตว์ป่าของอิตาลีในฐานะแนวร่วมของเครือข่าย Fur Free Alliance เฉกเช่นเดียวกันกับอีกหนึ่งแบรนด์จากอิตาลีอย่าง Dolce & Gabbana ก็ประกาศเลิกใช้ขนสัตว์อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตามการที่แบรนด์แฟชั่นระดับโลกออกมาแสดงจุดยืนในการเลิกใช้ขนสัตว์นั้นชี้ให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วในโลกของแฟชั่น เพราะการสร้างสรรค์สิ่งทอต้องไม่เกิดขึ้นจากความเจ็บปวดของสิ่งมีชีวิตหรือเกิดจากการทำลายสิ่งแวดล้อม แบรนด์สามารถลดปริมาณการใช้ควบคู่ไปกับการหาทางเลือกใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับโลกมาทดแทน พร้อมกับตระหนักถึงแนวคิดรักษ์โลกและมองหาวิถีที่จะนำไปสู่แฟชั่นยั่งยืนต่อไปในอนาคตอีกด้วย

เรื่อง: ภัทรณกัญ อนันเต่า

RELATED STORY

Chanel-Kristen-Stewart
คริสเทนบอกว่าเธอรู้สึกโชคดีที่ระหว่างทำงานร่วมกันกับแบรนด์ Chanel เธอไม่เคยรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนตัวเองเลย

By continuing to use our site you consent to the use of cookies as described in our privacy policy.