In the mag

ถกประเด็นเรื่อง ‘แพสชั่น’ บนเส้นทางวงการบันเทิงไทยของหนุ่มสุดฮอต มีน พีรวิชญ์

"เราอยากปลุกไฟในตัวว่าทุกคนทำให้วงการไปได้ไกลกว่านี้ได้ อย่ามาติดกับกรอบที่ว่าทำแบบนี้ผู้ใหญ่ชอบ ทำแบบนี้คนดูชอบ ไปทำแบบนี้สิแล้วจะได้งาน"
Share on facebook
Share on twitter

In the mag

Share on facebook
Share on twitter

ถกประเด็นเรื่อง ‘แพสชั่น’ บนเส้นทางวงการบันเทิงไทยของหนุ่มสุดฮอต มีน พีรวิชญ์

"เราอยากปลุกไฟในตัวว่าทุกคนทำให้วงการไปได้ไกลกว่านี้ได้ อย่ามาติดกับกรอบที่ว่าทำแบบนี้ผู้ใหญ่ชอบ ทำแบบนี้คนดูชอบ ไปทำแบบนี้สิแล้วจะได้งาน"

ในวัย 23 เขาอยากเกษียณตอนอายุ 30 ไม่ใช่ว่าอยากเลิกทำงานแต่เพื่อจะเลือกงานตาม ‘แพสชั่น’ คำติดปากของ มีน – พีรวิชญ์

จากวัยรุ่นหนุ่มน้อยที่นั่งรถตู้จากบ้านที่ฉะเชิงเทรามาแคสต์งานที่กรุงเทพฯ ซึ่งได้งานเป็นส่วนน้อย และส่วนใหญ่ไม่ได้ ความน้อยใจเข้ามาชะลอความมุ่งมั่น แต่ทันทีที่มีนหันหลังให้ วงการบันเทิงก็กวักมือเรียกเขายิกๆรัวๆ ภายในเวลาไม่กี่ปีมีนจึงมีผลงานซีรี่ส์และภาพยนตร์เกิน 10 เรื่อง โดยเฉพาะ ‘บังเอิญรักLove By Chance’ ที่เขาได้รับความรักจากผู้ชมทั้งในไทยและนานาชาติอย่างไม่บังเอิญ “หลังจากซีรี่ส์เรื่องนั้นออนแอร์ ผมไม่เคยได้หยุดเลย ทั้งเรียน ถ่ายซีรี่ส์ และบินไปแฟนมีตติ้งที่ต่างประเทศทุกอาทิตย์” มีนเล่าตารางชีวิตที่วนเวียนอยู่แค่ 3 สิ่งนี้เท่านั้น

“ช่วงนี้ผมมีแพสชั่นเยอะ เพราะตั้งแต่มีโควิดไม่ค่อยได้ทำงาน (หัวเราะ) ทุกการทำงานของเราเลยมีแพสชั่นแรงมาก แล้วก็มีเรื่องแปลกๆ อย่างบ่นว่าอยากทำอะไรมักจะได้ทำ บ่นว่าอยากถ่ายแบบบ้างนะ งานนี้ก็เข้ามาเลย บ่นว่าอยากเล่นเอ็มวี งานเอ็มวีก็เข้ามาแบบฉุกละหุก แต่บ่นอยากรวยมาสักพักแล้วยังไม่ได้นะครับ” เขารุ่มรวยเสียงหัวเราะแทน  

“โควิดมาตอนเราเรียนจบพอดี ทีนี้เลยไม่ต้องเรียน ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย วันแรกๆแฮปปี้ หลังๆเริ่มรู้สึกผิดกับชีวิต หรือเราต้องทำอะไรบ้าง ถึงขั้นที่ผมลองกินผลไม้ซึ่งผมไม่ชอบเลย นี่คือจุดว่างสุดในชีวิตที่พาเราไปจบที่ทำสมูทตี้ผลไม้กิน มันไปถึงจุดนั้นได้” มีนซึ่งไม่กินผลไม้ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่พูดต่อว่า “แต่ก่อนที่ทำงาน 7 วันรวดเราสนุกมากนะ มันเห็นผลตอบแทนชัดเจน มีรายได้เข้ามาเยอะ มีแฟนคลับเพิ่มขึ้น ไปไหนก็มีแต่พลังที่คนอื่นมอบให้เรา แต่สิ่งที่แย่ที่สุดของการทำงานหนักคือเราไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร วันที่ได้หยุดงานผมเปิดโทรศัพท์จะสั่งของกินแล้วลืมว่าเราชอบกินอะไร เราดันไปหาของกินที่ตัวละครชอบเพราะเราอินที่ต้องทำงานแสดงทุกวัน จังหวะที่นึกไม่ออกว่าปกติเรากินอะไรนี่ผมใจหายวูบเลยนะ เราจะลืมไปเลยไหมว่าจริงๆแล้วเราเป็นใคร มันเลยจุดความพอดีไปแล้ว” 

2 ปีก่อนจังหวะที่มีนเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 3 เขาได้เป็นพระเอกละครคนใหม่ทันทีและเจองานยากทันควัน เมื่อต้องรับบทเป็นนักฆ่าพูดน้อยที่ ‘การแสดงออกว่าโรแมนติกที่สุดคือการทำต้มข่าไก่ให้นางเอกกิน’ มีนเล่าถึงงานละครเรื่องแรกในชีวิต ‘เพชฌฆาตจันทร์เจ้า’ ซึ่งเมื่อได้บทมาเขาไม่ได้ไปเรียนทำต้มข่าไก่ แต่ไปลงเรียนยิงปืน เรียนแอ็กชั่น ต่อยมวย และเข้าฟิตเนสเพิ่มแบบไม่ต้องให้ผู้กำกับสั่ง “เป็นวิธีการเข้าคาแร็กเตอร์ของผม ก่อนเปิดกล้องสักครึ่งเดือนผมจะเริ่มแต่งตัวและทำผมแบบตัวละครให้เคยชิน ถ้าไปหน้ากองแล้วพอผู้กำกับสั่ง 3 2 1 แอ็กชั่น! เราเปลี่ยนเป็นตัวละครเลยไม่ได้ มันเปลี่ยนไม่ทัน อย่างตอนเล่นหนังเรื่อง (วอน)เธอ คาแร็กเตอร์ของผมเป็นคนหนุบหนับ ตัวอวบๆหน่อย ผมก็จัดการเพิ่มน้ำหนักไป 6-7 กิโล เห็นตัวเองใน Netflix ยังตกใจ เราไปไกลเหมือนกันนะตอนนั้น” 

ครั้นก้าวเข้าสู่จักรวาลละครไทยแล้วมีนได้พบประสบการณ์ใหม่ที่เขาว้าว! หลายเรื่อง เป็นต้นว่า “ทุกอย่างเป็นระบบมีระเบียบมาก” มีนพูดน้ำเสียงชื่นชม “สมมติผมมีคิวถ่ายศุกร์ถึงอาทิตย์ก็จะล็อกคิว 3 วันนี้ไปเลย 6 เดือน จะไม่มีการมาขอคิวแทรก เราทำงานสะดวกขึ้นซึ่งชอบมาก แต่เรื่องที่ผมต้องปรับปรุงคือเรื่องกล้ามเนื้อ ตอนถ่ายละครคิวแรกๆผู้ช่วยผู้กำกับเปิดซีนที่ถ่ายทำไปแล้วให้ดูแล้วบอกว่าไม่ใช่ว่าผมแสดงไม่ดี แต่ผมแสดงคนละวิธีกับการแสดงละคร พอกล้องถ่ายกว้างจะเห็นว่าทำไมผมเล่นน้อยจัง พอถ่ายแคบปุ๊บจะเห็นชัดเลยว่าความรู้สึกที่หน้าผมมันแรงมาก ยิ่งเขาเปิดซีนที่ผมเล่นกับซีนที่นักแสดงคนอื่นเล่นมาเทียบให้ดู 2 จอ ยิ่งเห็นชัดว่าเราใช้กล้ามเนื้อต่างกันในการแสดง ไม่ใช่ว่าแบบไหนดีกว่า แค่วิธีเราไม่ตรงกับศาสตร์นี้เลยต้องปรับ มันมีผลไปถึงอนาโตมีครับ ไม่ใช่แค่เรื่องอินเนอร์อย่างเดียว”  

ในวัย 23 มีนยังเริ่มมีเป้าหมายที่เขาเรียกว่า ‘เพ้อเจ้อ’ แต่ถ้าทำได้จริงจะปีติมาก

“ผมอยากเกษียณตอนอายุ 30 อยากใช้เวลา 7 ปีในชีวิตทำทุกอย่างให้เหนื่อยเต็มที่ไปเลย หลังอายุ 30 ผมอยากรู้สึกว่าไม่ต้องเดือดร้อนในเรื่องใดๆ ไม่ต้องทำงานเพื่อส่งบ้าน รีบหาเงินเพื่อเอาไปซื้อรถ อยากมีอิสระในการตัดสินใจ ได้ใช้ชีวิตอย่างมีแพสชั่นมากขึ้นและรับงานที่อยากทำจริงๆ”

พอเริ่มเล่าถึงแพสชั่นที่อยากทำ ดูเหมือนอะไรก็ฉุดไม่อยู่ จากแพสชั่นในตัวเองเริ่มลามไปถึงภาพใหญ่ในอุตสาหกรรมที่เขายึดอาชีพอยู่ มีนน่าจะพูดต่อได้หลายชั่วโมงว่าเขาอยากพัฒนาอุตสาหกรรมบันเทิงไทยอย่างไร 

“ผมว่าคนไทยมีไอเดีย มีความสามารถ แต่ขาดเงินทุน อย่างซีรี่ส์บังเอิญรักจุดเริ่มต้นก็มาจากทุนต่างชาติ คือเอกชนทำกันเอง ถ้าคนทำงานมีเงินทุนมากพอ เราจะไม่ไปตกหลุมเดียวกันว่าทำแบบนี้สิ ขายได้ หนังไทยจะมีแนวมาตรฐานว่าเนื้อหาแบบนี้ขายได้” คำว่า ‘ขายได้’ ในความคิดมีนเป็นคำที่เข้าใจได้ น่ารังเกียจ ก็โอเค มันต้องมี หรือว่าอะไร “สำหรับผมมันคือคำที่เข้าใจได้มากๆเลยนะ ถ้าเราทำเป็นอาชีพมันต้องขายได้ เว้นว่าทำเป็นงานอดิเรก สมมติผมรวยมากเลยทำหนังอย่างที่อยากทำ หรือผมอาจไม่ได้รวยแต่ผมอุทิศตัวให้กับการทำซีรี่ส์แบบที่ชอบ ซึ่งหาไม่ได้หรอกในโลกทุนนิยมที่เรายังต้องจ่ายเงินเพื่อจ่ายค่าสตรีมมิ่งหรือค่าดาวเทียมกันอยู่ การทำงานที่ขายได้เราไม่ติดเลย แต่อย่าดูถูกคนดูมากไป อย่าทำอะไรที่แค่นี้พอแล้ว ทำแบบขอไปที ทำชุ่ยๆ แสดงแค่นี้แหละ เซตฉากแค่นี้แหละ”  

ตั้งแต่ทำงานมาได้ยินบ่อยไหมคำนี้ “โอ๊ย ได้ยินบ่อย ‘ทำแค่นี้แหละ’ ก็เคืองนะ (ยิ้มอ่อน) เราว่าทุกคนไปได้ไกลกว่านี้ แต่ก็เข้าใจว่าอาจจะด้วยเวลา งบประมาณ สถานที่เป็นข้อจำกัด ถ้าจะมีเรื่องอะไรที่อยากชวนคนในวงการบันเทิงคุยกันมากที่สุดก็เรื่องสหภาพแรงงานคนเบื้องหลังนี่แหละ ผมเคยทำงานกับทีมสตั๊นท์แมนคนไทยที่ทำงานกับ Marvel ทุกวันนี้เขาใช้ชีวิตค่อนข้างสบายเลยเพราะได้เปอร์เซ็นต์จากหนังที่เขาไปถ่าย 0.01% ตอนเขาไปออกกองที่ต่างประเทศก็มีสหภาพช่วยดูแลข้อตกลงในการทำงาน เช่น เรตค่าแรงขั้นต่ำ การได้เปอร์เซ็นต์ ประกัน ชั่วโมงการทำงานอะไรต่างๆ 

สังเกตไหมว่าตัวละครบ้านเราแทบไม่มีอาชีพ มีแต่อาชีพเซ็นเอกสาร อาชีพนั่งโต๊ะ อาชีพที่ไม่ต้องเข้างานและสามารถไปไหนตอนไหนก็ได้ เพราะประเทศเราไม่มีสหภาพแรงงานของแต่ละอาชีพไงครับ ผมเคยเล่นซีรี่ส์เกี่ยวกับหมอ มีฉากที่เราสั่งยาตัวหนึ่งไป สุดท้ายมีหมออีกคนออกมาบอกว่าต้องสั่งยาตัวนี้ต่างหาก เราก็บอกว่าซีรี่ส์เรามีหมอที่ปรึกษานะ แต่หมอโรงพยาบาลรัฐกับเอกชนก็สั่งยาไม่เหมือนกันอีก ถ้าเรามีสหภาพของอาชีพต่างๆที่ชัดเจน เราจะมีเซ็นเตอร์ที่ให้ข้อมูลที่ผ่านการยืนยันมาแล้วว่าถูกต้อง คนทำสื่อจะไปได้ไกลกว่านี้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะได้ดูฉากปั๊มหัวใจ งูกัดแล้วใช้ปากดูดพิษกันอยู่”  

แพสชั่นที่อยากให้วงการบันเทิงไทยไปไกล ส่วนหนึ่งต้องเริ่มเปลี่ยนความคิดของคนทำงานเองนี่แหละ มีนกล่าว “คนมีฝีมือไม่มีโอกาสเท่ากับคนที่ได้โอกาสน่ะครับ เรามีฝีมือก็จริงแต่ถ้าบทมาไม่ถึงเรา เราได้แต่บทซ้ำๆเดิมๆ หรือคนมีฝีมือบางทีไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองมีฝีมือเพราะไม่มีโอกาส เราจะไม่เสียใจเลยถ้างานนี้เราสู้กันด้วยฝีมือ ผมว่าเรื่องแบบนี้มีทุกอาชีพ เรื่องของการก็รู้จักกัน ก็ช่วยโปรโมทกัน เราอยากให้ทุกคนคิดว่าถ้าคุณมั่นใจว่าจะทำอาชีพใดอาชีพหนึ่งแล้วก็พิสูจน์ด้วยฝีมือสิ ถ้าเขาไม่เรียกคุณเพราะฝีมือก็ต้องไปพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่ไปประจบ ไปวิ่งเต้น” 

“เราอยากปลุกไฟในตัวว่าทุกคนทำให้วงการไปได้ไกลกว่านี้ได้ อย่ามาติดกับกรอบที่ว่าทำแบบนี้ผู้ใหญ่ชอบ ทำแบบนี้คนดูชอบ ไปทำแบบนี้สิแล้วจะได้งาน เราว่าไปเหลาฝีมือกันมาดีกว่า ทุกคนมีของดีกันอยู่แล้ว มาแข่งกันตรงนี้ดีกว่าจะได้สนุกขึ้น เราอยากให้มีเสียงฟีดแบ็กที่หลากหลายกว่านี้ว่าละครเรื่องนั้นดีนะ ดูเรื่องนั้นสิสนุกดี”

ในวันที่สภาพร่างกายไม่เอื้อต่อการทำงานหน้ากล้องแล้ว มีนก็อยากผันไปทำงานเบื้องหลังนั่นเอง เขาอยากเขียนบท ทำงานกำกับ ก่อตั้งโปรดักชั่นเฮาส์ของตัวเอง ซึ่งในหลายสิ่งที่เขามีแพสชั่นนี้ มีนติ๊กถูกไปแล้วหนึ่งเพราะเคยนั่งเก้าอี้ผู้กำกับมินิซีรี่ส์ หนังสือรุ่น The Yearbook’ “ผมทำงานกำกับก็ด้วยแพสชั่นซึ่งตีมูลค่ายังไงก็ไม่คุ้มเท่ากับการเป็นนักแสดงหรอก แต่ถ้างานออกมาดีมีคุณภาพอย่างที่ต้องการ ผมว่าคุณค่าที่ได้มามันคุ้ม” 

“Work/Life ของผมตอนนี้ค่อนข้างบาลานซ์ แต่ work อาจจะน้อยไปหน่อย หรือจริงๆแล้วก็ไม่ได้น้อย เดือนหน้าก็เริ่มถ่ายละครเรื่องใหม่แล้ว พี่แอน (แอน ทองประสม) กับพี่เคน (ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์) กลับมาเล่นคู่กันอีกครั้ง เพียงแต่ที่ผ่านมาเราชินกับการทำงานหนักมา” มีนหัวเราะทีเล่น แต่แววตาบ่งบอกทีจริง!ว่า “ก็ฝากไปถึงลูกค้าต่างๆด้วยครับ

ติดตามชมภาพแฟชั่นเซ็ตและบทสัมภาษณ์ของ มีน พีรวิชญ์ แบบเต็มๆ ได้ในนิตยสารแอล ประเทศไทย ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2021 ได้ทุกแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

Story : สุภักดิภา พูลทรัพย์
Photographer : อรรคพล คำภูแสน
Fashion Editor : ธันวา เทียมเมฆ
Grooming : สุธีมา ราชรัตนรักษ์
Assistant Stylist : ศุภิสรา ทวีสุข
Assistant Photo : นิติพงษ์ ค้าข้าว

Share on facebook
Share on twitter
Share on email