I

Lifestyle

โลกของนางโลมในภาพยนตร์ Memoirs of A Geisha ที่เหล่าเกอิชาตัวจริงไม่ปลื้ม

เพราะเหตุใดสาวๆ เกอิชาจึงไม่ประทับใจผลงานจากฮอลลีวูดชิ้นนี้?
Share on facebook
Share on twitter

Lifestyle

Share on facebook
Share on twitter

โลกของนางโลมในภาพยนตร์ Memoirs of A Geisha ที่เหล่าเกอิชาตัวจริงไม่ปลื้ม

เพราะเหตุใดสาวๆ เกอิชาจึงไม่ประทับใจผลงานจากฮอลลีวูดชิ้นนี้?

หลายคนอาจจะรู้จักภาพยนตร์เรื่อง Memoirs of A Geisha จากชื่อในภาษาไทยที่ชวนให้สนใจอย่าง “นางโลมโลกจารึก” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของเกอิชาจากหนังสือให้กลายเป็นภาพยนตร์ได้อย่างสวยงามและเป็นที่ชื่นชมของนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ทั้งได้รับรางวัลการกำกับศิลป์ยอดเยี่ยม ดนตรีประกอบยอดเยี่ยมและเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ แต่น่าเหลือเชื่อที่เหล่าเกอิชาตัวจริงและคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยกลับไม่ชื่นชอบภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะอะไรกันพวกเขาถึงไม่ประทับใจเสียอย่างนั้น วันนี้เราจะมาไขปริศนานี้กัน

อย่างแรกก็คือ Memoirs of Geisha เป็นนวนิยายที่เขียนขึ้นจากมุมมองของคนตะวันตกที่มีต่อเรื่องราวของเกอิชาในดินแดนอาทิตย์อุทัยแค่เพียงเปลือกนอก ตัวผู้เขียนรวบรวมเรื่องราวในระหว่างที่เขาอยู่ในญี่ปุ่นจากแค่การพูดคุยกับคุณแม่ผู้ดูแลเกอิชาและเกอิชาฝึกหัดที่เรียกว่าไมโกะ ข้อมูลที่ได้มาจึงเป็นแค่เรื่องผิวเผินเท่านั้น

และความจริงก็คือเกอิชานั้นไม่เชิงเป็นนางโลมเสียทีเดียว เพราะพวกเธอไม่ได้ขายบริการทางเพศ (ในอดีตมีธรรมเนียมขายความบริสุทธิ์แต่ถูกยกเลิกแล้ว) แต่เกอิชานั้นเปรียบเหมือนศิลปะที่ยังมีชีวิต เป็นศิลปินที่เต็มไปด้วยทักษะรอบด้านทั้งศาสตร์และศิลป์ และเป็นผู้อุทิศตนเพื่อรักษาวัฒนธรรมญี่ปุ่น ตั้งแต่กริยามารยาท ทรงผม เครื่องประดับ กิโมโนอันล้ำค่า และยังทำหน้าที่ศิลปินผู้ให้ความบันเทิงกับลูกค้า ทั้งเล่นดนตรี ร่ายรำ ขับร้อง อ่านบทกวี หรือแม้แต่การพูดคุยกับลูกค้า ซึ่งบทสนทนานั้นอาจจะเป็นแค่เรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเรื่องการเมือง สังคม ศิลปะ หรือเศรษฐกิจก็ได้

ดังนั้นนั้นหญิงสาวที่เลือกจะเป็นเกอิชานั้นไม่ได้มีแค่เพียงความงาม แต่ยังต้องมีความรอบรู้หลากหลายแขนง เพราะกลุ่มลูกค้าของพวกเธออาจเป็นแค่คนธรรมดา รวมไปจนถึงบุคคลที่มีอิทธิพลในสังคม ดังนั้นการเป็นเกอิชาต้องใช้เวลาหลายปีในการฝึกฝนตนเองให้เชี่ยวชาญในทุกศาสตร์ ซึ่งก่อนหน้านั้นพวกเธอก็จะเป็น ‘ไมโกะ’ เหมือนกับเป็นเด็กฝึกหัดที่เรียนรู้ประสบการณ์จากรุ่นพี่เกอิชาและเตรียมตัวจะเป็นศิลปินในอนาคตนั่นเอง

ประการที่สองคือ Memoirs of Geisha มีประเด็นเรื่องเครื่องแต่งกายที่ไม่ถูกต้อง แม้ว่าภาพยนตร์จะได้รับรางวัลสาขาการแต่งกายยอดเยี่ยม แต่แฟชั่นกิโมโนในเรื่องนั้นกลับไม่ถูกต้องตามที่เหล่าเกอิชาตัวจริงสวมใส่อีกด้วย

Colleen Atwood ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายในภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวถึงกระบวนการในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าเรื่องนี้ว่า “ศิลปะในการสร้างสรรค์กิโมโนเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนและมีรูปร่างที่น่าสนใจมาก” เธอมีเวลาตัดเย็บและออกแบบเสื้อผ้าหลายร้อยชุดแค่เพียง 5 เดือน โดยเธอเลือกศึกษาจากหนังสือ การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ รวมไปถึงที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญเรื่องกิโมโนในอเมริกาและญี่ปุ่นเพื่อให้ตัวเองเข้าใจถึงแก่นของความเป็นเกอิชา แต่เธอก็กล่าวว่า เมื่อเทียบกับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงรู้มา สิ่งที่เธอเรียนรู้มาตลอดระยะเวลานั้นเป็นแค่เสี้ยวเล็กๆ เท่านั้น

กิโมโนในเรื่องเกือบทุกชุดนั้นทำมาจากผ้าไหมจากญี่ปุ่นที่หรูหราและมีลวดลายที่วาดด้วยมืออย่างประณีต แต่มีการปรับแต่งลวดลายเพื่อให้ออกแบบและตัดเย็บได้ง่ายขึ้น จึงทำให้รายละเอียดบางส่วนหายไป อย่างไรก็ตามพวกเขายังคงออกแบบเสื้อผ้าให้เข้ากับตัวละครได้เป็นอย่างดี เช่น เสื้อผ้าของซายูริ นางเอกของเรื่องจะมีโทนสีสว่าง ไม่ก็สีเทาอ่อน เพราะกิโมโนสีอ่อนเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และความไร้เดียงสาของตัวละคร ซึ่งโดยปกติแล้วสีขาวถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์หรือความไร้เดียงสา แต่สีขาวก็เป็นสีไว้ทุกข์ในวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่น มันจึงช่วยบ่งบอกว่าตัวละครของเธอมีทั้งความบริสุทธิ์และยังมีความทุกข์ เพราะในชีวิตการเป็นเกอิชาของเธอไม่สามารถทำให้เธอแสดงออกเรื่องความรักได้

สำหรับตัวละครฮัตสึโมโม่ ในตอนต้นเราอาจจะเห็นว่าเธอเป็นเหมือนศัตรูของซายูริ บุคลิกของเธอมีความเป็นราชินี เย่อหยิ่ง ทะเยอะทะยาน แต่ความจริงแล้วเธอเองก็เป็นเกอิชาอีกหนึ่งคนที่อยากจะสมหวังกับชายที่เธอรัก แต่เมื่อไม่สมหวังแล้วเธอจึงส่งความรู้สึกออกมาผ่านความโกรธ ความไม่พอใจ เสื้อผ้าของเธอจึงมีโทนสีที่ตรงข้ามกับซายูริ โดยเน้นเป็นสีเข้มเพื่อแสดงให้เห็นถึงความโกรธ ขมขื่น หรือความโลภ กิโมโนจึงเป็นสีเข้มเพื่อเน้นความงามแบบอันตราย แต่เย้ายวนชวนให้มองนั่นเอง

อีกหนึ่งชุดที่น่าสนใจคือเสื้อโค้ตขนสัตว์ลายขาวดำของฮัตสึโมโม่ ทีมออกแบบเสื้อผ้าและ Colleen ได้นำแพทเทิร์นผ้าวินเทจมาปักด้วยไหม ขนสัตว์ เพิ่มซับในและกำมะหยี่เพื่อทำให้ดูหรูหราขึ้นด้วย และหากมองในมุมองค์ประกอบศิลป์ของภาพยนตร์ก็จะเห็นได้ว่าเหมาะกับตัวละครฮัตสึโมโม่เพราะเธอมีความเย่อหยิ่งและทะนงตน แต่ถ้ามองในมุมมองประวัติศาสตร์ กลับกลายเป็นว่าเกอิชาในยุคนั้นจะไม่สวมใส่อะไรที่ดูฉูดฉาดหรือแปลกตาเช่นนี้ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เกอิชาหรือคนรู้จักวัฒนธรรมญี่ปุ่นจะไม่ชอบภาพยนตร์เรื่องนี้สักเท่าไร

เมคอัพในเรื่องก็ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะตัวละครแต่งหน้าค่อนข้างเบากว่าเกอิชา ปกติแล้วสาวๆ จะแต่งหน้าด้วยแป้งสีขาว ปากสีแดง เขียนคิ้วเข้มอย่างชัดเจน เนื่องจากในอดีตไม่มีไฟใช้ ในบ้านเรือนหรือมีเพียงแค่ตะเกียงหรือโคมไฟ พวกเขาจึงต้องแต่งหน้าเข้มเพื่อให้แสงส่องแล้วเห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน ส่วนทรงผมของเกอิชาก็จะมีความซับซ้อน อาจมีได้ทั้งลูกปัด ดอกไม้ ปิ่นปักจากกระดูกสัตว์ ของตกแต่งอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทั้งเกอิชาและไมโกะก็จะมีทรงผมที่แตกต่างกันออกไป และในแต่ละโอกาสก็จะทำคนละทรงอีกด้วย แต่ในภาพยนตร์กลับไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องทรงผมมากนัก มีเพียงแค่ดอกไม้และลูกปัดธรรมดาๆ เท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีประเด็นดราม่าจากการคัดเลือกนักแสดงอีกด้วย เหตุเพราะภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่กลับให้จางจื่ออี๋ กงลี่ และมิเชล โหยวที่เป็นคนจีน สิงคโปร์และมาเลเซียมารับบทเป็นนักแสดงนำหญิง อย่างไรก็ตาม ทางผู้สร้างระบุว่า ความสำคัญหลักในการคัดเลือกนักแสดงใน 3 บทบาทหลักนี้ คือความสามารถในการแสดงและพลังของดารา ไม่ใช่คัดเลือกแค่จากเรื่องสัญชาติ แต่ในขณะที่คนญี่ปุ่นบางกลุ่มมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติวัฒนธรรมญี่ปุ่นทั้งๆ ที่ผู้สร้างเล่าเรื่องของญี่ปุ่น ส่วนด้านนักแสดงนำหญิงจางจื่ออี๋ก็ถูกสำนักข่าวบางแห่งในจีนประณามว่าเธอคือความอับอายของประเทศจีนที่เลือกแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้

ถึงแม้ว่าจะมีประเด็นดราม่าและมีความคลาดเคลื่อนจากความจริงในการออกแบบเสื้อผ้า แต่ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ว่าการออกแบบเสื้อผ้าของภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถถ่ายทอดลักษณะของตัวละครออกมาได้อย่างชัดเจน ฉากต่างๆ ก็มีความสวยงามตระการตาสมมงรางวัลออสการ์สาขากำกับศิลป์ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นใครที่สนใจอยากชม ก็สามารถรับชมได้ผ่านทางสตรีมมิ่ง Netflix ได้เลย

Story: ภัทรณกัญ อนันเต่า

Share on facebook
Share on twitter
Share on email