fbpx

I

In the mag

เปิดมุมมองต่อโลกและตัวละครของ มาย-อาโป สองนักแสดงจาก KinnPorsche The Series

ทำความรู้จักกับทั้งสองนักแสดงพร้อมเล่าประสบการณ์ชีวิตและมุมมองที่น่าชื่นชม
Share on facebook
Share on twitter

In the mag

Share on facebook
Share on twitter

เปิดมุมมองต่อโลกและตัวละครของ มาย-อาโป สองนักแสดงจาก KinnPorsche The Series

ทำความรู้จักกับทั้งสองนักแสดงพร้อมเล่าประสบการณ์ชีวิตและมุมมองที่น่าชื่นชม

มาย – ภาคภูมิ ร่มไทรทองกับ อาโป – ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ ร่วมกันทลายแบบแผนความแมนและขนบวายแบบเดิมแล้วเติมความเป็นมนุษย์ครบรสในผลงานที่ทั้งสองภูมิใจจะเรียกว่า ‘ซีรี่ส์วายแนวมาเฟียเรื่องแรกของเมืองไทย’ 

“เป็นสิ่งใหม่ของวงการบันเทิงไทย” มายพูดถึงผลงานใหม่ล่าสุดอย่างปลื้มปริ่ม “ผมว่าวงการซีรี่ส์ของไทยเราเปิดกว้างและมีแฟนคลับที่เก่ง ถ้าคนที่สนับสนุนเรามีความสามารถ มีความว่องไว และมีใจที่ให้กันมาก วงการนั้นๆ ก็จะเติบโตได้เร็ว ซึ่งคำว่าซีรี่ส์วายแล้วแต่คนจะตีความ มันมีอะไรมากกว่าแค่เรื่องความรักของชายกับชาย ในเรื่องนี้ถ้าตัดคำว่าวายออกไปก็เป็นเรื่องของคนที่เป็นมาเฟียและบอดี้การ์ด เรื่องราวมีความเป็นมนุษย์สูงมาก ทั้งแง่ความสัมพันธ์ เรื่องบนเตียง มีความกุ๊กกิ๊กใสๆ เหมือนคนที่มีความสัมพันธ์กันจริงๆ

เราเรียกว่าเป็นซีรี่ส์วายแนวมาเฟีย คือละครที่ไม่ใช่วายก็แทบจะไม่มีแนวมาเฟียอยู่แล้ว คนในแวดวงนี้วิถีชีวิตเขาแพงไปหมด การจะเอามาเป็นทำละครเลยต้นทุนสูง แต่พอเราได้เห็นภาพแรกว่าเซนส์ความเป็นมาเฟียชัดเจนและดีขึ้นเรื่อยๆด้วย” อาโปที่ขยับตัวทีโค้ตหนังก็ส่งเสียงสวบสาบเสริมขึ้นมา “นี่นับเป็นซีรี่ส์วายเรื่องที่ 6 ที่ติดต่อเข้ามานะ” มายชวนคุยต่อ อาโปเลิกคิ้วร้องว่าเรอะ! “แต่เพิ่งรับงานซีรี่ส์วายเรื่องแรก จริงๆ แล้วผมคิดเยอะมากเรื่องหน้าที่การงาน เรื่องบท พูดง่ายๆ ว่าจังหวะและบทยังไม่ใช่ แต่เรื่องนี้ตอนแรกเรารับรู้ว่าเป็นเรื่องมาเฟีย มีบู๊ มีความสากกระด้างขึ้น มีความมาสคิวลิน และคาแร็กเตอร์โตกว่าเรื่องอื่นๆที่เคยติดต่อมา” 

และเพื่อจะเป็นพอร์ช อาโปบอกว่าไม่ได้รีเสิร์ชอาชีพบอดี้การ์ด “โปเริ่มจากความเป็นมนุษย์ของตัวละครนี้ เขาไม่ได้อยากเป็นบอดี้การ์ด เขาเป็นคนคนหนึ่งที่ต้องไปทำงานๆ หนึ่ง เราดูที่จิตใจ ความคิด การมองโลก การพูด การเลี้ยงดู ความเชื่อ มันคือแก่นของมนุษย์ที่เราต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน การทำอาชีพต่างๆ เป็นเรื่องรอง พอเรารู้ภูมิหลังของเขามันส่งผลต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เขาไปเจอ แล้วเวลาแสดงเราจะเข้าใจตัวละคร เหมือนเราเป็นเขาจริงๆ”

ถ้าเปรียบเป็นสี ผมว่าพอร์ชคือสีฟ้าที่เกือบจะน้ำเงิน ไม่ได้สดใสขนาดนั้น แต่ก็เติมความสดใสให้ตัวคินน์ได้ ถ้าเห็นพอร์ชออกมาเมื่อไรคนดูก็คาดหวังได้เลยว่าต้องทำอะไรให้ยิ้มได้แน่ๆ โปว่าคาแร็กเตอร์ของพอร์ชค่อนข้างกลม เขามีความดราม่า อยากเอาชนะ มีความขี้เล่น มีพัฒนาการที่เติบโตไปเรื่อยๆ” และความที่ชื่อเรื่องคือ คินน์-พอร์ช อาโปบอกว่าคนดูจะคาดหวังได้อีกว่าจะได้เห็นเขาและมายออกแทบทุกฉาก “ตอนแรกๆ ถ่ายทำกันหนักมาก อาทิตย์ออกกอง 4-5 วัน ท้ายๆ เรื่องคิวถ่ายคงน้อยลงแหละจากประสบการณ์ที่เจอมา แต่เปล่าเลย มันเยอะตลอดเวลา ท้ายๆ เรื่องยิ่งหนักกว่าเดิมอีก ต้องตามดูว่าเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร เรื่องเกิดจากมีคนมาตามตัวพอร์ช เป็นตัวต้นเรื่อง”

แต่ก่อนบทวายที่เข้ามาดูหวานใส มายนึกภาพตัวเองเป็นแบบนั้นไม่ออก แต่กับเรื่องนี้เขากลับเห็นตัวเองว่าเป็น ‘คินน์’ มาเฟียหนุ่มได้ “ผมว่ามาเฟียเหมือนจะไกลตัวและใกล้ตัว ความเทามีอยู่ทุกวงการ และไม่ใช่แค่เรื่องคนที่มาเก็บค่าคุ้มครองหรือส่วย แต่เป็นเรื่องของคนที่มีอำนาจ ในมุมของมนุษย์มาเฟียก็เป็นมนุษย์ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเลวเสมอไป และคินน์กับตัวผมใกล้เคียงกันมากเรื่องทัศนคิตในการใช้ชีวิต เรารู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่เราเลือกทำในภาพรวมมันเป็นไปในเส้นทางของภาพใหญ่ที่เราต้องการหรือเปล่า อย่างในเรื่องการรับงานผมจะมองว่ามันตอบโจทย์เราเรื่องอิสระในการคิดหรือเปล่า ถ้างานเหล่านี้ไม่ซัพพอร์ทเราในด้านนี้ แล้วมันเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบหนึ่งของเส้นทางที่เราจะไปหรือเปล่า สุดท้ายเราก็ทำนะแต่ว่าอึดอัด อาจจะคล้ายๆ คินน์ที่ต้องยอมและไม่ยอมในเวลาเดียวกัน แต่พอเวลาผ่านไปเราจะเห็นตัวเองในอดีต ตอนนั้นเราก็เห็นนี่ แล้วทำไมเราไม่ทำอย่างที่เราคิด” 

ไปเจออะไรมาที่ทำให้เราคิดแบบนี้ มายถอดวางความเป็น TU Sexy Boy หนึ่งในเดอะสตาร์ 9 และศิลปินหนุ่มเซอร์ออก เหลือแต่ความเป็นมายแบบเพียวๆ ตอบว่า “มีหลายช่วงชีวิตครับ มีหลายองค์ประกอบ” เขาพึมพำ “อย่างตอน ม.ปลายเราเกเรเรื่องเรียน ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบเรียน แต่มีสิ่งอื่นที่เราสนใจแล้วเราไปโฟกัสตรงนั้น เรารู้อยู่แก่ใจว่าเราไม่ควรทำแบบนั้น เราตามใจตัวเองมากไป แล้วพออายุ 24 เราเสียคนที่เรารักไปและเราอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ถ้าไม่เป็นเขาก็อาจจะเป็นเราก็ได้ แล้วครอบครัวจะรู้สึกอย่างไร เราได้เรียนรู้ว่าชีวิตไม่แน่นอน เริ่มได้คิดว่าเราควรต้องมีหลักในชีวิต คนอื่นอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่ตัวผมจากที่เคยไม่มีก็คิดว่ามีดีกว่า สมมติเราอยากไปเชียงใหม่ แต่ไม่ได้ตั้งแผนที่ รู้แค่ว่าต้องไปทางเหนือ ขับๆ  ไปอาจวนกลับมาที่เดิมก็ได้ ผมเลยคิดว่าภาพใหญ่ในชีวิตต้องมี”

บางคนก็บอกว่าทำให้ดีที่สุดในแต่ละวันก็พอแล้ว ผมก็ว่าจริง ความสุขเกิดง่ายๆ แค่เรายอมรับและอยู่กับปัจจุบัน พูดง่ายแต่ทำยากมากนะครับ ผมว่าถ้าไม่มีแพสชั่นก็คงจะน่าเบื่อ บางคนไม่เคยประสบความสำเร็จอะไรเลยในสิ่งที่ต้องการ แต่มีแพสชั่นกับสิ่งที่ทำตลอดเวลา กับคนที่สำเร็จตลอดและเมื่อไปถึงเป้าหมายแล้วรู้สึกว่างเปล่า ว่าแล้วเป้าหมายต่อไปคืออะไร ผมว่าแบบแรกอาจจะมีความสุขกว่า มันคือการบาลานซ์ชีวิตที่ไม่สามารถนิยามได้ด้วยคำๆ เดียว ก็เหมือนทุกๆ อย่างที่ต้องมีความหลากหลาย บางคนอาจไม่เคยดูซีรี่ส์วาย เขาก็ไปดูอย่างอื่น” 

“ผมว่าสิ่งที่ต่างกันของมนุษย์คือประสบการณ์ ตอนเด็กเราประสบการณ์น้อย พออายุมากขึ้นเราจะดัดจริตมากขึ้น ผมพูดในภาษาผมนะ อย่างค็อกเทลแก้วแรกเราดื่มแล้วรู้สึกว่าอร่อยสุดในชีวิต แต่พอเราได้ลองดื่มอะไรหลายๆ อย่างแล้วมองย้อนกลับไป ค็อกเทลแก้วแรกที่เคยดื่มนี่แทบจะดื่มไม่ได้เลยนะ ประสบการณ์ทำให้เรารู้เยอะขึ้น มีจริตเยอะขึ้น หรือว่าดัดจริต อย่างคินน์ที่เป็นคนเจ้าชู้ เพราะมีหลายคนแล้วก็ไม่ได้มีความสุขมากมาย พอวันหนึ่งที่เขาทำสุดหัวใจให้คนคนเดียวแล้วถูกหักอก จะให้เริ่มใหม่เขาจะรู้สึกแขยง ยิ่งแก่ยิ่งเจอยิ่งเจ็บ”

ทั้งมายและอาโปเชื่อในเรื่องเดียวกันคือ ชีวิตต้องการความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าดีหรือร้าย คือตัวกระตุ้นการเจริญเติบโตให้แก่ชีวิต เช่นนี้แล้วในช่วงที่มีงานแสดงเข้ามาต่อเนื่อง อาโปตัดสินใจออกจากสังกัดมาเป็นนักแสดงอิสระ ก่อนที่จะพักอาชีพนักแสดงที่ทำมานานไปใช้ชีวิตลำพังที่นิวยอร์ก “รู้สึกว่าเบื่อมากถึงมากที่สุดครับ” อาโปตอบตรงไปตรงมา “ต้องบอกก่อนว่าผมเป็นคนขี้เบื่อ ก่อนที่ผมจะทำงานแสดง ผมเรียนวิศวะอินเตอร์ เรามองภาพในหัวว่าจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะทำงานเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ แล้วเราตอบตัวเองได้ว่าไม่เห็นตัวเองนั่งทำงานนั่งโต๊ะ ประจวบเหมาะกับมีงานเดินแบบเข้ามา การเดินแบบแต่ละครั้งเราเจอคนใหม่ เจอสถานที่ใหม่ มันไม่น่าเบื่อ”

“แล้วผมก็ได้มาทำงานแสดง” ซึ่งมีงานเข้ามาต่อเนื่อง เราต่อให้บางปีก็แสดงไปเลย ละคร 4 เรื่องรวด “ครับ ได้บทซ้ำเดิม คนนี้บุคลิกเป็นแบบนี้ ทำสิ่งนี้ได้ก็ให้เขาต่อไป” อาโปพูดต่อ “ก่อนหน้านี้ผมเซ็นสัญญา มีต้นสังกัดดูแล เราแทบไม่ได้เจอใคร แทบไม่ได้ตัดสินใจเองด้วยซ้ำ เราเป็นเหมือนหุ่นยนต์ ในมุมมองโปตอนนั้นนะ อีก 5 ปีเราจะอายุ 30 แล้ว แล้วเราอยากทำอะไรที่เรายังไม่เคยทำบ้าง ถ้าอายุ 30, 40, 50 เราไม่ได้มีหน้าตารูปร่างแบบเดิมแล้วเราจะไปทำอะไร ก็เลยลองไปหาตัวเองดูดีกว่า แล้วโปไม่ได้เห็นภาพตัวเองว่าเราจะสร้างครอบครัว จะซื้อบ้านซื้อรถ แต่มองว่าชีวิตนี้ทำอะไรมาบ้าง ชีวิตมันสั้นมาก” 

ไปอยู่คนเดียวและทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ อาโปถ่ายรูปเงินที่ได้แต่ละวันเอาไว้ “มันมีค่ามากสำหรับเรา” เขาบอก “เหนื่อยแต่รู้สึกว่านี่แหละคือชีวิตจริงๆ ที่คนเราควรจะรู้และเข้าใจ ตอนเป็นนักแสดงเราได้เงินเป็นก้อนและได้ไว โปคิดว่าตอนนั้นเราคิดว่าเรามีความสุขนะ ในแง่ที่ว่าเราทำผลงานสำเร็จ มีผลลัพธ์ว่าพอเสิร์ชชื่อเราแล้วมันขึ้นว่าเรามีผลงานอะไรมาบ้าง แล้วเราก็ได้ผลตอบแทนจากการทำผลงาน ไม่ได้มองในความดังไม่ดังนะครับ แต่มองว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง เป็นความสุขแบบนั้นมากกว่าว่าเราทำสิ่งต่างๆ ได้ เงินจากงานบาร์เทนเดอร์เรามองว่านี่คือสิ่งที่แลกมาจากความเหนื่อย ต้องตื่นแต่เช้าไปเรียน เย็นกลับมาช่วยเขาทำบาร์เทนเดอร์ ซึ่งได้เจอและคุยกับคนเยอะมาก ตอนเป็นนักแสดงเราจะเจอคนกลุ่มเดิมประมาณหนึ่ง มีผู้จัดการ มีคนดูแล มีคนคุยงานแทนให้ แต่นี่เรารับผิดชอบตัวเองทุกอย่าง 100% ตื่นเอง หาวิธีเดินทางเอง นั่งรถผิดสาย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในสังคมทั่วโลกเขาเป็นกัน”

ถามถึงประสบการณ์ตราตรึง อาโปเอียงหัวคิดแล้วตอบอย่างยังรู้สึกสั่นสะเทือนในใจอยู่ไม่คลายว่า “โปโดนโกงเงินค่าบ้าน แต่ก่อนเรามีผู้จัดการที่ช่วยดูแลเราทุกอย่าง พอเราโดนโกงเราก็ เออ นี่คือชีวิต รู้อยู่แล้วว่ามันต้องเจอเข้าสักวันเพราะเราเป็นคนไว้ใจคน แล้วก็ได้เจอคนหลายๆ สปีชี่ส์ เวลานั่งรถไฟใต้ดินเจอคนที่อยู่ดีๆ ก็เต้น เดินมาถุยน้ำลายใส่ มีคนบอกว่านิวยอร์กเป็นเมืองที่สวยงามมาก เป็นเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมา แต่พอไปอยู่จริงๆ เราก็เจอว่าโลกจริงๆ มันโหดร้าย โลกเป็นเหมือนรถไฟเหาะ ถ้าคุณไม่เกาะดีๆ ก็จะหลุดตกลงมาได้

“ตอนอยู่นิวยอร์กคนเดียวน่าจะสนุกสนานที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต ที่โน่นคนเขามองเราเป็นมนุษย์ เขาไม่ได้ตัดสินเรา ไม่ได้แปะป้ายให้เรา คุณอยากเป็นอะไรก็เป็น โปไปอยู่มา 6 เดือนครับ ถ้าไม่มีโควิดคาดว่าตอนนี้น่าจะยังอยู่นิวยอร์ก นี่ก็อยากกลับไปใช้ชีวิตอิสระอีกที่เมืองอื่นๆ นะ ชอบไปดูว่าแต่ละเมืองมีวิธีคิด มีวิธีมองโลกอย่างไร พฤติกรรมคนก็ไม่เหมือนกัน นักแสดงต้องไปใช้ชีวิต ไม่ใช่ว่าเราต้องเรียนการแสดงมากขึ้น เราแค่ต้องเข้าใจมนุษย์และกลับมามองตัวเอง เราจะเข้าใจมนุษย์มากขึ้นไปอีกและเข้าใจตัวละครมากขึ้นไปอีก

หลังจากไปอยู่ลำพัง ไม่มีใครรู้จักเราและเราก็ไม่รู้จักใคร ส่งผลต่อตัวตนเยอะ อาโปบอก “ผมว่าผมมองโลกต่างไปจากเดิมมาก มันส่งผลต่อมุมมองต่อตัวละครด้วย แต่ก่อนเรามีความเชื่อที่เราถูกสอนมาที่มีความเป็นมนุษย์ค่อนข้างน้อย อย่างเรื่องความรัก เราเคยมองว่าการกระทำแบบนี้ต้องทำแต่กับคนรัก แบบนี้ทำกับคนไม่สนิท แต่ตอนนี้เรามีมุมมองเปิดกว้างมาก รักก็คือรัก เราควรจะดีกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร ยิ่งถ้าเป็นคนที่เรารัก เรายิ่งควรต้องทำดีต่อกันให้มากขึ้นไปอีก”

Story: สุภักดิภา พูลทรัพย์
Photographer: อรรคพล คำภูแสน @akkapon.tuu 
Stylist: Pichaya Chaisuk @z0m_0 
Make-up: ชนะพันธุ์ เกิดมงคล @dearnaya , กิตติทัศน์ ลิ้มทอง @aknother 
Hair: ติยานนท์ คำถวาย @tiyanon 
Assistant Stylist: ฐนวัฒน์ นิติธนัยพงศ์ @donking______ 
Assistant Photographer: นิติพงษ์ ค้าข้าว
Special Thanks: @playroom.bkk

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

RELATED STORY

ล้วงลึกตัวตนและแพสชั่นในเสียงดนตรีที่สร้างความมั่นใจให้กับ BOWKYLION
"ต่อให้เขาไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่โบมีชีวิตอยู่ แต่เขาจะจดจำว่ามีโบอยู่ในโลก"
เปิดทุกมุมมองและล้วงเคล็ดลับที่ทำให้ แอน ทองประสม เป็นชื่อที่ทุกคนนิยามว่า ‘นักแสดงคุณภาพ’
คนต่างยุคต่างวัยล้วนรับรู้ตรงกันว่าผู้หญิงที่นั่งอยู่กลางแสงไฟคนนี้คือซูเปอร์สตาร์
บนเส้นทางการเติบโตที่ไม่ง่ายดายแต่ทว่าน่าตื่นเต้นและชวนให้ติดตามของ Jeon Somi 
"สำหรับตอนนี้ ฉันแค่อยากจะถูกจดจำว่าเป็นศิลปินที่ทะเยอทะยานและพยายามสุดใจก็แล้วกัน"
เปิดใจ อิน สาริน และ จ๊อบ ธัชพล สองนักแสดงจาก ‘คุณหมีปาฏิหาริย์’ ละครสะท้อนสังคมและเรื่องราว LGBTQ+
สิ่งที่คนดูคาดหวังว่าจะได้เห็นในละครวายทั่วไป คุณจะไม่ได้สิ่งนั้นในเรื่องนี้ 

By continuing to use our site you consent to the use of cookies as described in our privacy policy.