fbpx

I

In the mag

เปิดประตูสู่โลกศิลปะการแสดงที่ ‘ปอนด์ พลวิชญ์’ ในชีวิตจริงไม่เคยเข้าไปสัมผัส

เผยมุมมองและบทเรียนชีวิตของหนุ่มปอนด์ผ่านบทบาทล่าสุดในซีรี่ส์ 'เส้นลองจิจูดที่ 180 องศาลากผ่านเรา'

เปิดประตูสู่โลกศิลปะการแสดงที่ ‘ปอนด์ พลวิชญ์’ ในชีวิตจริงไม่เคยเข้าไปสัมผัส

เผยมุมมองและบทเรียนชีวิตของหนุ่มปอนด์ผ่านบทบาทล่าสุดในซีรี่ส์ 'เส้นลองจิจูดที่ 180 องศาลากผ่านเรา'

อยู่ในโลกสายวิทย์-คณิต มาทั้งชีวิตหากระหว่างที่กำลังคว้าดีกรีด้านบริหารธุรกิจอีกใบให้ตัวเอง ปอนด์-พลวิชญ์ เกตุประภากร เกิดเลี้ยวไปเจอศิลปะการแสดงที่ทำให้เขาตกอยู่ในภวังค์ขณะที่โลกบันเทิงก็หลงรักเขาอย่างจังเช่นกัน

ผมอยู่กับสายวิทย์มาตลอด พอมาทำงานแสดงก็เหมือนเจอสายสังคม จริงๆ ทุกศาสตร์เชื่อมโยงกัน เป็นเรื่องเดียวกัน แต่เราใช้สมองคนละส่วนตีความเท่านั้นเอง ทีนี้พอผมมาเจอชีวิตในกองถ่ายก็คนละโลกกันเลยกับโลกที่เราอยู่มาตลอด แม้แต่เรื่องที่คนคุยกันก็คนละเรื่อง” บัณฑิตวิศวกรรมสารสนเทศและการสื่อสาร ภาคอินเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือที่ปอนด์อธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า “ก็คือเรียนวิศวะคอมพ์ไฟฟ้า เขียนโค้ดอะไรประมาณนั้น ผมเคยเขียนโค้ดได้นะ (หัวเราะ) ตอนนี้ไม่ได้แล้ว เหมือนไม่ได้ใช้ก็ลืม”

แวบแรกที่ใครก็ตามที่ได้เจอปอนด์ตัวเป็นๆ จะสัมผัสได้ถึงรังสีความมั่นใจและรอยยิ้มเป็นธรรมชาติ อย่างคนที่พร้อมเปิดรับทำความรู้จักคนแปลกหน้าอยู่เป็นนิจ คิดว่าคงมาจากการผ่านชีวิตที่ต้องพึ่งพาตัวเองและปรับตัวเองเมื่อต้องเจอวัฒนธรรมที่หลากหลายอยู่ตลอดเวลา “ผมไปเรียนที่สิงคโปร์ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ” ปอนด์บอก ขณะที่นั่งพูดคุยอย่างสบายๆ แต่หลังตรงและสบตาอย่างใส่ใจบทสนทนาตลอดเวลา “ผมเรียนที่นั่นจนจบ ม.4 แนะนำอย่างมากให้ไปเรียนที่สิงคโปร์นะครับ ผมว่าส่วนหนึ่งคือเราได้ไปเปิดโลก ถ้าอยู่เมืองไทยก็คงอยู่บ้านกับไปโรงเรียนแค่นั้น เราได้ฝึกความรับผิดชอบ ไม่ใช่ว่าที่เมืองไทยหาไม่ได้ แต่เราต้องเอาตัวเองให้รอด ถ้าเราไม่ดูแลตัวเองก็ไม่มีใครดูแลเรา อีกเรื่องคือความมั่นใจ ตอนที่อยู่ไทยผมติดแม่มาก ไม่มีความมั่นใจเลย เดินตามแม่ตลอด แล้วสิงคโปร์มีคนหลายเชื้อชาติอยู่เยอะมาก เราก็ได้เจออะไรหลากหลาย” เขาบอกอย่างยังไม่คุ้นชินแม้จะกลับเมืองไทยถาวรมาได้หลายปีแล้วว่า “พอได้กลับมาใกล้ชิดครอบครัวกลับรู้สึกแปลกใหม่มาก โดยเฉพาะพ่อแม่ แรกๆ ที่ผมกลับมา เขาตามเราตลอด เหมือนห่างกันไปนานก็คิดถึง ผมเลยไม่ชินกับการมีพ่อแม่ตาม ไปไหนต้องบอก เราติดกับการอยู่ตัวคนเดียวมานาน” 

ปอนด์ไม่ใช่หน้าใหม่สายแสดงเสียทีเดียว เขาบอกให้ฟังถึงผลงานล่าสุดว่าคือซีรี่ส์ รักฉุดใจนายฉุกเฉิน ก่อนจะลากเส้นเชื่อมต่อไปถึงผลงานเรื่องล่าสุดกว่านั้นที่รับบทนำเต็มตัวในซีรี่ส์ เส้นลองจิจูดที่ 180 องศาลากผ่านเรา “เป็นเรื่องที่แปลกใจมากๆ ผมไม่ได้มีผลงานอะไรต่อจากรักฉุดใจฯ เป็นช่วงโควิดด้วยก็เลยว่างเว้นไปนาน ตอนเขาติดต่อมาก็เลยเกิดคำถามว่าทำไมเป็นเรา เขาไปเห็นเรามาจากไหน ทำไมเขาสนใจเรา” เขารัวคำถามที่ยังไม่เคยได้คำตอบ “ผมยังไม่ทันเห็นบท ได้เห็นแค่รายชื่อทีมงานและเป็นบทละครของครูตู่ (พรรณศักดิ์ สุขี ครูและผู้อำนวยการศิลป์ คณะละครมหาวิทยาลัยกรุงเทพ BU Theatre Company) ที่มีชื่อเสียงในวงการแสดงและละครเวทีมากๆ และกำกับละครเรื่องนี้ด้วย มีพี่แหม่ม (คัทลียา แมคอินทอช) พี่ไนกี้ (นิธิดล ป้อมสุวรรณ) พี่ณัฐ ประกอบสันติสุข ช่างภาพแฟชั่นที่มาเป็นอาร์ตไดเร็กเตอร์ในละครเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก แค่การได้ร่วมงานกับกลุ่มคนเหล่านี้ก็รู้สึกว่าเป็นกำไรชีวิตมากๆ แล้ว เป็นคนที่มีแพสชั่นสูงมากและตั้งใจทำผลงานที่ดีที่สุด คนที่มีประสบการณ์มากกว่าเรามากๆ ก็ยังหาทางท้าทายตัวเองอยู่ตลอด ผมก็รับเลย” 

นั่นคือก่อนที่เขาจะรู้ว่าตัวเองต้องเจอกับอะไร “บทเป็นบทละครเวทีมาเลย” เขาทำตาเหลือกกับไดอะล็อกยาวเหยียด “ผมเล่นเป็น ‘แวง’ คือเส้นลองจิจูดฯ เป็นลูกของพี่แหม่ม แต่ในเรื่องผมจะเรียกแม่ว่าคุณศศิวิมล เวลาคุยกับแม่จะใช้คำว่า ‘เค้า’ กับ ‘ตัวเอง’ เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน มีหลายเลเยอร์ อีกแง่มุมก็จะเป็นเรื่องครอบครัว ปัญหาสังคมที่เราอาจจะไม่ค่อยเห็นว่ามีการสื่อสารออกมา เช่น เรื่องการเมืองในครอบครัว ความเชื่อของคนหลากหลายรุ่น ในสังคมมีความคิดที่ต่างกันที่ปะทะกันและหาทางอยู่ร่วมกันให้ได้” เขาอธิบายสมกับที่ซีรี่ส์เรื่องนี้มีคำอธิบายว่า ‘ซีรี่ส์มัลติเลเยอร์’ 

“ข้อดี ไม่สิ ข้อน่าสนุกก็คือเราได้เรียนรู้ชีวิตผ่านบทละครที่สามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้เลย อย่างในชีวิตจริงเราต้องเจอเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวอยู่แล้ว เราก็ได้เรียนรู้สิ่งนี้ผ่านบทละครที่สะท้อนให้เราเห็น อาชีพนักแสดงทำให้เราต้องเปิดใจกับความเป็นมนุษย์ ในชีวิตจริงเราไม่ได้เปิดใจขนาดนั้นหรอก มีกำแพงบางๆ กั้นอยู่เสมอ เราไม่ได้มานั่งวิเคราะห์ว่าทำไมเราโกรธ เราเสียใจ ทำไมสิ่งนี้เป็นแบบนี้ แต่การเป็นนักแสดงทำให้เราต้องหยุดวิเคราะห์ตลอดว่าทำไมตัวละครนี้ทำแบบนี้ การทำงานครั้งนี้มีความหมายกับเราระดับหนึ่งเลย ผมอยู่กับละครเรื่องนี้มาเกือบปีแล้ว ทำให้เราเข้าไปในโลกที่ปอนด์ในชีวิตจริงไม่เคยเข้าไปสัมผัส โลกของความฝัน ความรัก อารมณ์ต่างๆ ที่เราไม่เคยแตะ หรือว่าโลกของสุนทรียะ”

“ตัวละครแต่ละคนจะมีสีประจำตัว แม่เป็นสีน้ำเงิน พี่ไนกี้เป็นสีเขียว เป็นตัวแทนของป่า กลางวันสวยงาม แต่กลางคืนน่ากลัว เราไม่รู้ว่าในป่าจะมีอะไรซ่อนอยู่ ส่วนแวงคือสีดำ ผมเลยใส่แต่เสื้อผ้าสีดำทั้งเรื่อง บางทีผมก็งงว่าให้เปลี่ยนเสื้อทำไม ทั้งที่เป็นเสื้อยืดสีดำเหมือนเดิม แต่มันเป็นสีดำที่ไม่เหมือนเดิม ผมว่าสีคือภาษาหนังอย่างหนึ่ง สีดำของแวงอาจไม่ใช่ความมืดมนเสียทีเดียว ผมไม่เคยคุยกับพี่ณัฐเรื่องสีมาก่อน จนถ่ายละครจบค่อยมาคุยกัน (หัวเราะ) อย่างสีขาว คนจะมองว่าเป็นสีอ่อนที่สุดที่จะรับทุกสีเข้ามาแล้วตัวเองเปลี่ยนไปหมดเลย แต่สีดำจะทำให้รับรู้กลิ่นของตัวละครว่ามีความคิดอ่านที่ต่างจากคนทั่วไป ไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดมากนัก เป็นคนรุ่นใหม่ที่อ่อนต่อโลกแต่ทำไมใช้สีดำ ทำไมไม่ใช้สีอ่อน สดใส ผมคิดว่าสีดำหมายถึงการใช้ชีวิตของเด็กสมัยนี้ที่ไม่ได้ใสซื่อขนาดนั้น สังคมทำให้เด็กไม่ใช่ผ้าขาว รายละเอียดบนตัวนักแสดงก็มีความหมาย เช่น แหวน 3 วงที่แวงใส่ก็หมายถึงพ่อที่เสียไป แม่และตัวแวง แม่จะใส่นาฬิกาของพ่อ เป็นรายละเอียดที่ทำให้นักแสดงเชื่อในตัวละครมากขึ้น” 

ปอนด์ผู้ได้กลิ่นของตัวละครผ่านการแสดงเล่าต่ออย่างรู้สึกถึงอรรถรสในการพูดถึงผลงานที่เขาสุดแสนจะภาคภูมิใจ “ผมชอบคุยแบบนี้นะ ได้ลงลึกเรื่องการทำงานดี” ถ้าไม่ติดว่าต้องไปถ่ายรูปต่อ ปอนด์คงพูดคุยเรื่องงานแสดงที่เขาลุ่มหลงไปได้เรื่อยๆ อย่างประเด็นว่าที่ซีรี่ส์เรื่องนี้คือวาย หรือ LGBTQ+ “ไม่รู้ว่าวายหมายถึงอะไร” เขาพูดช้าอย่างกรองความคิดไปด้วย “เรื่องภาษาในละครเรื่องนี้ก็มีการใช้สรรพนามเรียกหลายๆ แบบ แต่จริงๆ คำว่าคุณกับผมก็พอแล้ว หรือความหมายของคำว่า ‘แม่’ ของแต่ละคนก็ต่างกัน ฉะนั้นคำว่าวายหรือ LGBTQ+ ผมเลยไม่อยากเอาความคิดของตัวเองไปใส่ความหมาย เปิดกว้างให้แล้วแต่คนจะตีความดีกว่า” 

ปอนด์บอกว่าทำงานนี้เพราะอยากได้ประสบการณ์ แล้วพอละครเรื่องนี้ผ่านเข้ามาในชีวิตแล้วมันทิ้งอะไรไว้ในตัวเราบ้าง เขากระหวัดความคิดไปถึงครั้งแรกที่โปรเจ็กต์เส้นลองจิจูดฯ เข้ามาถึงมือครั้งแรกเมื่อเกือบ 1 ปีก่อน ไล่เรียงฉากตอนต่างๆ ที่เขาได้ใช้ชีวิตเป็นแวง ก่อนตอบว่า “ผมคิดว่าความทรงจำ เพราะไม่ใช่การทำงานที่ง่าย (หัวเราะ) แต่ละคนมีของกันเยอะมาก เหมือนทีม Avengers มัดรวมกัน แน่นอนว่ามีแง่มุมความคิดที่ต่างกันอยู่แล้ว ผมได้เห็นว่าแต่ละคนค่อยๆ ทำความรู้จัก ทำความเข้าใจและโตไปด้วยกัน แม้กระทั่งรุ่นใหญ่อย่างพี่ณัฐ ครูตู่ พี่แหม่ม หรือทุกๆ คนซึ่งเก่งมากๆ ผมก็ได้เห็นว่าพวกเขาได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง อย่างตอนไปถ่ายทำกันที่เชียงใหม่ 8 วัน คิวถ่ายแน่นมาก มีอุปสรรคเยอะแยะ ไม่เคยง่ายเลย ถ่ายกันถึงตี 3 แล้วบทเรื่องนี้ถ่ายเป็นคัตๆ ไม่ได้ด้วย แต่ละคนจะพูดโมโนล็อกต่อเนื่องเหมือนละครเวทีเลย ก็เลยทำงานยาก แต่ผมรู้สึกว่ามันคือการเรียนรู้ที่มีค่าและคุ้มค่าต่อชีวิตเรามาก”

มันคือการทำงานศิลปะชิ้นหนึ่งไปด้วยกัน เราได้เห็นทุกคนทุ่มเทพลังความคิดให้กับงาน เห็นการทุ่มเถียงที่ไม่ใช่การทะเลาะ ทุกคนมีจุดยืนของตัวเองที่แข็งแกร่งมากๆ ฉะนั้นตลอดการทำงานเลยเหมือนการชักเย่อกันทางความคิด จนหาสมดุลได้ในที่สุด ไม่มีใครถูกหรือผิด ทุกคนรู้ว่าเราต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันคืออยากให้งานออกมาดี” เสียงตอบรับหลังจากออกฉายตอนแรกคงทำให้ปอนด์หายเหนื่อยและภูมิใจกับความยากลำบากที่แลกมา “ผมชอบทำงานกับคนมีแพสชั่นสูงๆ งานแสดงคนอาจมองว่าไม่ใช่งานรูทีน แต่ผมว่ามันมีความเป็นรูทีนได้เหมือนกันในบางกองนะ บางทีเราไม่ได้อะไรใหม่ๆ” เขาหยุดอย่างไม่อยากพูดต่อความยาว หากเราเข้าใจได้ว่าเขาคงหมายความถึงว่า หายากเสียแล้วกับการทำงานที่ไม่ดี ไม่ให้ผ่าน เพราะการเคี่ยวกรำจะทำให้เมื่อผลงานออกมาแล้วภูมิใจ พอใจกว่าการทำงานแบบประมาณนี้แหละ ได้ละ “สิ่งที่ผมได้คือการใช้ชีวิต คนสไตล์นี้จะมีแพสชั่นกับทุกสิ่ง ทำให้ชีวิตมีความหมายมาก” ปอนด์บอก 

พูดไว้ตอนต้นว่าเขามาเจอกับบทละครที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคนคนหนึ่งได้ และมันก็ได้เปลี่ยนตัวเขาไปจริงๆ กระทั่งเปลี่ยนเป้าหมายในการแสดงของเขาไปด้วย “ผมคิดเรื่องนี้เยอะมาก เหมือนเป็นคำถามปรัชญาเลย คำตอบเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา” ขณะที่ตอบสมองก็คิดไปด้วย แต่ไม่ได้พยายามคาดคั้นกับตัวเองมากเกินไป “ถ้ามองในแง่งานแสดงที่เป็นศิลปะ ผมชอบงานด้านนี้มาก เวลาทำงานผมสุดโต่งไปเลย แวงไม่ชอบเรียน เป็นคนตามหาความฝัน ตอนถ่ายทำผมเลยแทบไม่สนใจเรียนเลย ทิ้งๆ ขว้างๆ แวงเข้าสิง (หัวเราะ) ต้องหาวิธีแยกแยะชีวิตเรากับตัวละครให้ได้” 

คนอาจมองจากภายนอกว่านักแสดงเหมือนจะง่าย แค่ทำหน้าและพูดบท แต่ผมมองว่าเป็นการเสียสละความเสถียรในชีวิตตัวเอง เราต้องทำลายสุขภาพกายและสุขภาพจิตของตัวเอง ไม่มีตัวละครไหนที่สงบ เว้นแต่จะเล่นเป็นพระ ส่วนใหญ่ตัวละครจะสะท้อนปัญหาต่างๆ ซึ่งไม่เคยเป็นเรื่องเบา ในชีวิตจริงเราอาจจะตามหาความสุข ความสงบ ไม่มีใครอยากตามหาความวุ่นวายหรือปัญหา แต่งานของนักแสดงเป็นแบบหลังเพื่อให้เราสะท้อนชีวิตของตัวละครออกมา” 

แม้ยังไม่อาจตกตะกอนคำตอบตายตัวได้ แต่ ณ เวลานี้ปอนด์ตอบตัวเองได้ว่า “ผมชอบค้นคว้าทางการแสดงมากๆ” และวิเคราะห์อย่างคนที่เรียนมาด้านบริหารว่า “แต่ก็คงต้องบริหารหลายด้านที่จะอยู่ในวงการนี้ให้ได้ เพราะวงการบันเทิงก็คืออุตสาหกรรมหนึ่งถ้าพูดตามตรง เราต้องบริหารตัวเราเอง บริบทรอบข้างเปลี่ยนตลอดเวลาซึ่งเราควบคุมไม่ได้ ก็ต้องดูสถานการณ์กันไป แต่แก่นในการแสดงของเราไม่เคยเปลี่ยน”  

Story: สุภักดิภา พูลทรัพย์
Photographer: อรรคพล คำภูแสน
Fashion Editor: ธันวา เทียมเมฆ
Make-up & Hair: สุธีมา ราชรัตนรักษ์
Assistant Stylist: นราวิชญ์ เพ็งบุญตรู
Assistant Photographer: ชานนท์ ประไพวรานนท์, ชญาน์ทัต นุชพุ่ม

RELATED STORY

aokbab-cover-chanel
"เราได้รับความรัก ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เติบโตไปกับอาชีพนี้"
Baifern-Pimchanok-ELLE-Thailand
หนึ่งในการบ้านที่เฟิร์นต้องทำคือพัฒนาตัวละคร เราเลยต้องสร้างความสัมพันธ์กับตัวละครที่เราจะเป็นด้วย

By continuing to use our site you consent to the use of cookies as described in our privacy policy.