In the mag

ปอร์เช่-แจ๊คกี้ TRINITY ในวันที่ขยับไปจับงานเบื้องหลังและใช้เสียงในทางอื่นนอกเหนือจากเสียงของดนตรี

เปิดมุมมองของสองศิลปินหนุ่มถึงวงการเพลงไทยและตัวตนของพวกเขา
Share on facebook
Share on twitter

In the mag

Share on facebook
Share on twitter

ปอร์เช่-แจ๊คกี้ TRINITY ในวันที่ขยับไปจับงานเบื้องหลังและใช้เสียงในทางอื่นนอกเหนือจากเสียงของดนตรี

เปิดมุมมองของสองศิลปินหนุ่มถึงวงการเพลงไทยและตัวตนของพวกเขา
พวกเขาเป็นวงดนตรี 4 คนแต่ชื่อวงว่า TRINITY ซึ่งวันนี้แอลได้พบกับเมมเบอร์ 2 คนคือ ปอร์เช่-ศิวกร อดุลสุทธิกุล และ แจ๊คกี้-จักริน กังวานเกียรติชัย ในวันที่ศิลปินขยับไปจับงานเบื้องหลังและใช้เสียงในทางอื่นนอกเหนือจากเสียงของดนตรี ผ่านไป 5.5 ปี ปอร์เช่และแจ๊คกี้พบว่าตัวเองกลับมายืนที่เดิม – ที่แรกๆก่อนเดบิวต์ในนาม 9×9 วันนี้เขา 2 คนซึ่งเป็น TRINITY คัมแบ็กที่แอลโดยไม่รู้แน่ชัดว่าผลงานใหม่ๆจะได้ปล่อยออกมาเมื่อไร “ทุกอย่างโดนเลื่อนออกไปหมด” ปอร์เช่บอกไว้แค่นั้น แต่เป็นอันเข้าใจกันทุกฝ่าย  

กลิ่นเพลงไทย

“เป็นฮิปฮอปผสมป๊อป” ปอร์เช่ให้คำตอบหลังถูกขอให้อธิบายตัวตนเพลงของ TRINITY “ส่วนเพลงที่เราทำเองเป็นเพลงป๊อป อาร์แอนด์บี อัลเทอร์เนทีฟนิดๆ” แจ๊คกี้อธิบายหลังถูกถามถึงกลิ่นเพลงที่พวกเขาแต่งเองจากตัวตน 

“ความจริงการทำเพลงเป็นสิ่งที่ไม่ได้ยากแต่แรกอยู่แล้ว” น้อยครั้งที่แจ๊คกี้จะพูดยาวเกิน 3 ประโยค “มันไม่ได้ยากที่จะแต่งเพลงหรือทำเพลง แต่สิ่งที่ทำให้ราคาของเพลงแพงขึ้นคือซิกเนเจอร์ของคนทำ เช่น ภาษาเพลง แนวเพลง หรือใครเป็นคนทำ คนหนึ่งคิดราคาถูก อีกคนคิดแพง คนที่คิดแพงอาจจะไม่ได้ทำเพลงดีกว่าคนที่คิดถูกเลยก็ได้ ผมเลยอยากผลักดันโปรดิวเซอร์ไทยมากๆ คนเก่งมีเต็ม SoundCloud แต่ไม่มีชื่อเสียง คือเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีโอกาสและจังหวะที่ใช่ด้วย เพลงใน SoundCloud มันดีมากแต่ดีสำหรับคนทำงานดนตรี คนทั่วไปฟังแล้วอาจจะงง เพลงอะไร”
“ซึ่งไม่กลัวนะที่มีคนเก่งกว่า” อ้าว เฮ้ย! แจ๊คกี้ยังพูดต่อ “มันต่างกันที่ตัวตน ปัญหาของประเทศไทยและของโลกคือคนทำเพลงคิดว่าถ้าทำแล้วไม่แมสก็ไม่ทำดีกว่า สมมติมี 2 เพลง เพลงที่คนส่วนใหญ่น่าจะชอบกับเพลงที่เป็นตัวตนเรา เราจะเลือกเพลงไหน ก็อยากให้เลือกเพลงที่นำเสนอตัวเองบ้าง ในระยะยาวแล้วมันดีกว่า เราจะไม่อึดอัดกับตัวเอง พูดจากประสบการณ์ของผมเองที่เคยเลือกอย่างแรก ซึ่งเพลงก็แมสจริงๆนั่นแหละ มีคนชอบเยอะ แต่เพราะเราไม่ได้แต่งเอง นานๆ ไปเราจะลืมว่าต้องร้องด้วยความรู้สึกอย่างไร เผลอๆจะลืมเนื้อร้องด้วยซ้ำ”  

“ยุคนี้คนรุ่นใหม่ทำเพลงกันเองเยอะ ซึ่งผมว่าดี” ปอร์เช่พูดเสริมจากเพื่อน “เป็นการที่เราช่วยกันดันดนตรีไทยให้ไปต่างประเทศได้มากขึ้น ตอนนี้เรายังไม่สามารถทำให้คนรู้ว่ากลิ่นของเพลงไทยเป็นอย่างไร แต่มีบางคนที่เก่งเลย เช่น พี่ภูมิ (วิภูริศ ศิริทิพย์) เป็นตัวแทนของไทยได้ แต่ยังมีหลายคนที่สปอตไลต์ยังไปไม่ถึง ผมว่าประเทศเรายังขาดพื้นที่โชว์ศักยภาพ เช่น เวทีใหญ่ๆที่ให้คนมาดูศิลปินหลายๆคนโดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงกำไร เป็นเทศกาลให้คนมาเอ็นจอยกัน เอาเป็นว่าถ้าผมรวยมากๆ ผมอยากให้สปอตไลต์กับคนอื่น” เมืองไทยทั้งปีมีเทศกาลดนตรีอยู่งานเดียวยังจัดไม่ได้เลย…

“จริงครับ” ตามด้วยเสียงทอดถอนใจของศิลปิน  

ตัวตนไม่ครบร้อย

“ผมเริ่มจากการไม่เป็นตัวเองครับ ทำตามผู้ใหญ่ คิดว่ามันดี” ปอร์เช่ย้อนมองตัวเองในวันเข้าวงการดนตรี “แต่ก็นะ อายุ 14-15 เราเด็กมาก ตอนนี้ผมเป็นตัวเองก็ยังโดนด่า” ว่า? “เขาหาว่าผมไม่เป็นตัวเอง” ปอร์เช่หัวเราะตลกร้าย แจ๊คกี้กด rewind ไปมองตัวเองในวัยเยาว์บ้าง ก่อนจะเงยหน้ามาเล่าว่า “ช่วงนั้นรู้สึกเป็นตัวเองมาก อายุ 16-17 ได้มั้ง แต่พอย้อนกลับไปมองแล้วไม่ใช่เลย เรามั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำมาก รู้สึกเป็นตัวเอง ซึ่งความจริงแล้วมันคือการที่เราพยายามพิสูจน์อะไรบางอย่าง อยากดีกว่าคนนี้อะไรแบบนี้ ตลก” เขากดหางเสียงลงเพื่อสื่อว่าไม่ใช่ตลกที่ชวนขำเท่าไรนัก “แต่ก็ไม่ผิดหวัง มันคือประสบการณ์ที่ทำให้เราเป็นตัวเรา ทำให้ตอนนี้เราวางตัวได้ดีขึ้น คิดกว้างมากขึ้น”  
พวกเขาหวังจะให้ผลงานเป็นตัวตนเรา 100% แต่สิ่งที่เราแสดงออกไม่ต้องเป็นตัวเขา 100% “ถ้า 100 คงแย่” แจ๊คกี้ยืนยัน “ด้วยสังคมไทยที่ไม่ได้เปิดขนาดนั้น ในต่างประเทศเปิดกว้างกว่า อย่าง Justin Bieber ที่มีแฟนๆไปเฝ้าหน้าบ้าน เขาก็เข้าไปคุยเลยว่าบ้านคือที่ที่เขาจะพักผ่อนนะ คุณมาเฝ้าหน้าบ้านผมแบบนี้ผมไม่สบายใจ ที่เขาพูดก็ถูกนะ ควรจะคิดกลับด้านกันบ้าง” ปอร์เช่พึมพำว่าคนดังถึงได้เครียดมาก “ศิลปินก็คือคน เขาไม่ได้อยากให้บ้านเขาเป็นกระจกที่ทุกคนมองเห็นทุกอย่าง

“พอมีคนรู้จักก็อยู่ในจุดที่วางตัวยาก เราทำตัวแบบนี้ไปก็ไม่ชอบ งั้นเราเป็นตัวเอง คนก็บอกไม่เอา ชอบแบบเก่ามากกว่า ผมเลยบอกตัวเองว่านี่คือตัวเรา เราจะเป็นตัวเอง คนไม่ชอบก็ไม่เป็นไร โตมาในวงการมากี่ปีแล้วเนี่ย (นับนิ้ว) 8 ปีแล้วก็ได้เรียนรู้ว่า งั้นเราให้ความสุขคนแล้วกัน ถึงแม้คุณจะไม่ชอบผม แต่เอาความสุขของผมไป หวังว่าคุณจะมีความสุข” 

ศิลปินที่หายไป

อาชีพนักดนตรีจะโดน disrupt จากอะไร คำถามนี้ปอร์เช่ตอบตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ว่า “ผมว่าปัญหาหลักตอนนี้ไม่มีที่เล่น” แจ๊คกี้เสริมจากใจว่า “สงสารพี่ๆที่เล่นดนตรี งานทุกอย่างปิดหมด ไม่รู้ว่าจะได้เปิดเมื่อไร” ก็ไปทำอาชีพอื่นสิ คนเราต้องปรับเปลี่ยน ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน ปอร์เช่นิ่งไปพัก เงี่ยหูจับน้ำเสียงว่าประชดแน่ๆใช่ไหม “ไม่ได้สิครับ (โบกมือพัลวัน) ถ้าเกิดเขาพยายามทำนั่นทำนี่แล้วคุณไม่รู้ล่ะ คนที่พูดอะไรแบบนี้เขาอาจจะได้ยอดวิวเยอะ แต่มันไม่ใช่ความจริงทั้งหมด สถานการณ์คนเราต่างกัน การใช้ชีวิตไม่เหมือนวิดีโอเกมที่แพ้แล้วกดปุ่มรีสตาร์ตใหม่ได้ มันคือ…ชีวิตน่ะครับ”   แจ๊คกี้เล่าว่าปลายปีที่แล้วอีกไม่กี่วันจะได้ขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของ TRINITY ที่อิมแพ็ค อารีน่าแต่ “โดนเลื่อน” ซึ่งสุดท้ายก็ตัดสินใจยกเลิกและคืนเงินค่าตั๋วทั้งหมด “เสียดายมากๆ เราลงทุนไปเยอะ ทั้งถ่ายคีย์วิชวล ทำคลิปพีอาร์ ถ้าเราจะเปิดคอนเสิร์ตอีกครั้ง เราคงต้องลงทุนใหม่ สงสารแฟนๆด้วยที่ต้องรอแบบไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้เจอกัน” รับมือการเปลี่ยนแปลงฉุกละหุกครั้งแล้วครั้งเล่าได้ดีขึ้นไหม เราถาม “ไม่น่าใช่พวกเราที่รับมือไม่ดี ทุกคนก็ต้องทำงาน อย่างคนขายของก็ต้องขายทุกวันเพื่อความอยู่รอด เลยต้องมีปัจจัยอื่นที่มาช่วยให้พวกเราทำงานได้ไหลลื่นขึ้นด้วย” ปอร์เช่พูดขมๆ 
“มีหลายคนที่เปลี่ยนและพยายามปรับตัว แต่อย่างที่บอกว่าสถานการณ์คนเราไม่เหมือนกัน ผมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร ดวง จังหวะชีวิต…” ปอร์เช่ดีดนิ้วครุ่นคิดหาคำที่ใช่กว่านี้ เราต่อให้ว่ากรรมเก่า ปอร์เช่ถึงกับร้อง โอย! “มันไม่ได้ง่ายสำหรับทุกคนครับ อย่างพวกเรามีเส้นที่เป็นคุณภาพที่วางไว้ และเราอยากข้ามเส้นนั้นไปได้เรื่อยๆ ทิสต์มั้ง เห็นตัวเองถอยลงแล้วไม่ค่อยชอบ ช่วงที่ผ่านมาเลยไม่ค่อยมีงานใหม่ๆออกมา อยากทำสิ่งที่คนเห็นแล้วติดตาตรึงใจไปอีกนาน ทีนี้พอไม่ได้เจอแฟนๆ ผมเลยลองเล่นเกมให้คนดู เป็นเหมือนการ live แบบหนึ่ง ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเลิกร้องเพลงไปเล่นเกม (หัวเราะ) มันมีอายุขัยของงานเบื้องหน้าที่ทำให้เราอยู่ตรงนี้ไปตลอดไม่ได้ ถ้าอายุเยอะผมน่าจะปวดหลัง ฝันที่สองอาจเป็นโปรดิวเซอร์เพลง จากอยู่เบื้องหน้าก็ไปทำเบื้องหลัง” ปอร์เช่ทำท่าหลังยอกประกอบประโยคบอกเล่า  “ช่วงหยุดงานก็เรียนทำเพลงกับพี่เช่ อยากเป็นโปรดิวเซอร์” แจ๊คกี้เล่าถึงกิจกรรมการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ “การทำเพลงเองเราได้แสดงความรู้สึกออกไปได้มากกว่าร้องเพลงที่คนอื่นแต่งให้ เรารู้แค่เนื้อหาของเพลงแต่ไม่รู้ว่ามันถูกแต่งขึ้นมาจากความรู้สึกอะไร พอได้ลองทำเพลงเองบ้างแล้วก็พอใจมากนะ” เขาอมยิ้มน้อยๆ เอ่ยเสียงเบาๆ “เป็นเพลงที่แต่งออกมาจากความรู้สึกเราจริงๆ เป็นคนละแนวกับเพลงของวงเลย” แล้วทำไมเพลงเหล่านี้ไม่อยู่ในอัลบั้มของ TRINITY เราสงกา “ต้องรอเวลา อาจจะเป็นแนวทดลองไปหน่อยสำหรับคนฟัง” แจ๊คกี้ตอบอย่างใจเย็น “การทำเพลงจะใจร้อนไม่ได้”  

“ศิลปินไทยหลายคนมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะทำดนตรีเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมได้ อุตสาหกรรมดนตรีในเมืองไทยจะขึ้นมาอีกเยอะมาก แต่ What are you doing? (ตะโกนบอกฟ้า) ศูนย์ศิลปินไทยไม่ได้รับการซัพพอร์ตเลยเท่าที่ผมอยู่วงการนี้มา” เลือกอาชีพผิดไหมเนี่ย จากนั้นเราพยายามชักจูงให้เขาไปเป็นสตรีมเมอร์เกม แต่ปอร์เช่ไม่เปลี่ยนใจ “ไม่ผิดครับ และไม่ได้ผิดที่เราครับ หลายคนมีอาชีพที่ชอบมากๆ แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมาไม่คุ้มกับสิ่งที่ทุ่มเทไป ทุกอาชีพมีอะไรมากกว่านั้น ไม่ใช่แค่เห็นผลงานแล้วก็คิดว่าแค่นี้เองเหรอ ง่ายจัง มันมีเบื้องหลังอีกเยอะมากที่คุณไม่รู้” ก็เต้นๆ ร้องๆ ต้องทำอะไรอีกเหรอ คนเป็นศิลปินได้ยินแล้วถึงกับตอบไม่เป็นภาษา

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เฮ้อ…” 
Share on facebook
Share on twitter
Share on email