I

Review

ปรับรูปหน้า เติมให้มีมิติ ลดอายุ ผิวดูสุขภาพดีด้วยเทคนิคเฉพาะที่ Hertitude Clinic

เติมให้เต็มเพื่อใบหน้าดูอ่อนเยาว์
Share on facebook
Share on twitter
ปรับรูปหน้า เติมให้มีมิติ ลดอายุ ผิวดูสุขภาพดีด้วยเทคนิคเฉพาะที่ Hertitude Clinic
Beauty Editor

Review

Share on facebook
Share on twitter

ปรับรูปหน้า เติมให้มีมิติ ลดอายุ ผิวดูสุขภาพดีด้วยเทคนิคเฉพาะที่ Hertitude Clinic

เติมให้เต็มเพื่อใบหน้าดูอ่อนเยาว์
ปรับรูปหน้า เติมให้มีมิติ ลดอายุ ผิวดูสุขภาพดีด้วยเทคนิคเฉพาะที่ Hertitude Clinic
Beauty Editor

จะเพิ่ม จะเติมตรงไหนก็เนียนสวยเป็นธรรมชาติครบทุกมิติ

สำหรับ “ฟิลเลอร์” คงไม่ใช่เรื่องใหม่และคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ในยุคนี้ หลากหลายเหตุผลที่ทำให้หลายๆ คนหันมาเทใจให้กับนวัตกรรมความงามนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราไม่จำเป็นต้องผ่าตัดศัลยกรรม แถมยังช่วยลดความเจ็บปวด ไม่ต้องพักฟื้น สวยเร่งด่วนแบบสามารถออกไปใช้ชีวิตประจำวันได้สบายๆ โดยไม่ต้องกังวล แถมยังได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีความงามที่ตอบ (เกือบ) ทุกโจทย์เพราะปัจจุบันฟิลเลอร์ไม่ได้ถูกจำกัดไว้เพื่อเติมเต็มร่องลึกเท่านั้น แต่ยังแบ่งแยกชนิดของฟิลเลอร์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขเฉพาะจุดโดยแอลได้พูดคุยกับคุณหมออาร์ม นายแพทย์วรพจน์ ศิรามังคลานนท์ Medical Director และผู้ก่อตั้ง Hertitude Clinic คลีนิคความงามระดับเพรสทีจ มาอธิบายนวัตกรรมสุดล้ำเรื่องฟิลเลอร์ที่พัฒนาไปมากจนเราเองก็แทบตามไม่ทันเพื่อให้เข้าใจอย่างถูกต้องและเพื่อความมั่นใจก่อนการตัดสินใจค่ะ

คุณหมออาร์มระหว่างทำการปรึกษาก่อนเข้ารับบริการ

แค่เติมก็ดูอ่อนกว่าวัย ให้ทุกคนดูดีขึ้นได้ด้วยฟิลเลอร์

คุณหมออาร์มเริ่มต้นด้วย “ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่าปัจจุบันการเรื่องรักษาเรื่องการปรับรูปหน้าหรือทำให้คนไข้ดูอ่อนเยาว์ลงเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นทุกๆ ปี ใครๆ ก็อยากดูเด็ก ใครๆ ก็อยากดูอ่อนเยาว์ ใครที่ดูอ่อนเยาว์อยู่แล้วก็อยากจะสวยมากยิ่งขึ้น เป็นยุคที่เราเซลฟี่ตลอดเวลา เลยต้องดูเป๊ะทุกองศา เรื่องของการปรับรูปหน้าก็จะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น”

โดยคุณหมออาร์มได้อธิบายเพิ่มเติมว่าจะมีลักษณะคนไข้อยู่สองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ไม่กลัวมีด กลุ่มนี้จะเลือกทำศัลยกรรมแต่ก็จะมีคนไข้อีกกลุ่มที่ชอบผลลัพธ์แบบ Subtle Result คือผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ กลุ่มนี้จะมองหาตัวช่วยอื่นๆ ที่ไม่ใช่การผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นการฉีดโบท็อกซ์  ฟิลเลอร์ อัลเธอร่าหรือเทอมาจ

คนเอเชียมากกว่า 70 % กังวลปัญหาเรื่องของ “รูปหน้า” โดยเฉพาะเรื่องของคาง บางทีคนไข้เดินเข้ามาหาคุณหมอด้วยปัญหาของ chubby face เริ่มรู้สึกว่าแก้มยุ้ย มีร่องแก้มลึก คางเป็นสองชั้น แต่ไม่ว่าชาติไหนก็ตามส่วนใหญ่จะไม่ชอบให้ตัวเองมีเหนียง จริงๆ เมื่อก่อนเหนียงเค้าเชื่อกันว่าเป็นถุงทองไว้คอยรับทรัพย์ เก็บทรัพย์ไว้ แต่ยุคปัจจุบันไม่มีใครอยากมีเหนียงแล้ว หลายๆ คนลองไปทำหลากหลายเทคโนโลยีที่ช่วยลดเหนียงก็ยังไม่เห็นผล และยังมีอีกหลายๆ คนที่ยังไม่เข้าใจว่าการที่มีคางสองชั้นหรือแก้มยุ้ยมันเกิดจากการที่โครงสร้างที่ไม่ดี คนเอเชียมักจะมีคางสั้นและมีกระดูกคางที่เล็กกว่าคนตะวันตก เลยทำให้แก้มยุ้ยลงมาเพราะมันไม่มีโครงสร้างมาซัพพอร์ต ถ้าคางกับแนวกรามเรายังไม่แข็งแรงมากพออะไรก็ตามที่อยู่เหนือสองบริเวณก็จะมีโอกาสหย่อนยานได้ครับ”

แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับปัจจัยเรื่องอายุด้วยเช่นกัน คุณหมอเสริมว่า “มีอยู่สองอย่างครับ หนึ่งคือคนเอเชียประมาณ 70% เกิดมาพร้อมคางกับแนวกรามที่เล็กกว่าคนชาติตะวันตก และยิ่งเมื่ออายุมากขึ้นปัญหาเหล่านี้ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ คนเอเชียเลยจะมีปัญหาหน้ากลม หน้ายุ้ยมากกว่าคนชาติตะวันตก การรักษาจะแยกเป็น Beautification (คนไข้ที่มีอายุน้อย เน้นความสวยงาม ถ่ายรูปเป๊ะ) & Correction (อายุเยอะ ปัญหาที่เกิดจากความเสื่อมของวัย) แต่ความสำคัญอันดับแรกก่อนที่จะไปแก้ปัญหาเหล่านั้นต้องเริ่มจากการสร้างรากฐานที่แข็งแรงให้กับใบหน้าก่อนเป็นขั้นตอนไป ว่าต้องเริ่มจากอะไรและไปจบที่ตรงไหน”

Beauty Journey

“Beauty Journey ของคนไข้ก็เหมือนกับการเดินทาง บางคนต้องเดินทางไกลกว่าจะถึงจุดมุ่งหมายเพราะปัญหาเยอะ บางคนก็เดินทางใกล้ๆ ก็ไปถึงจุดมุ่งหมายได้ ซึ่งทั้งหมดต้องเป็นไปตามขั้นตอนของร่างกาย ซึ่งมาจากกายวิภาคที่เหมือนกันทุกคน มาจาก aging process ที่เกิดขึ้นกับทุกคนในโลกใบนี้” คุณหมออาร์มกล่าวเสริมระหว่างขั้นตอนการวิเคราะห์ใบหน้าก่อนลงมือทำการรักษาเพื่อให้แน่ใจได้ว่าจะได้ผลลัพธ์ตรงตามใจคนไข้

การวิเคราะห์ด้วยหลักการ The 7-point Shape

The 7-point Shape

เทคนิคการรักษาที่เรียกว่า The 7 Point Shape สร้างสรรค์มาสำหรับแก้ไขปัญหารูปหน้าของผู้หญิง “อันดับแรกเลยจะต้องเริ่มด้วยการยกแก้มขึ้น (Cheek Lifting) เพื่อครีเอท Cheek Definition (Ck1) ก่อน หลังจากนั้นจะครีเอท Cheek Lifting (Ck4) อีกหนึ่งจุด  2 จุดนี้จะเป็นการดึงหน้าเราขึ้น จุดที่ 3 คือการครีเอท Chin Elongation & Projection (C1, C2)  เพื่อให้คางยาวขึ้นและให้ดูสมดุลกับแนวกราม แต่เพื่อใบหน้าดูเป็นธรรมชาติจึงจำเป็นต้องเติมคางด้านข้างหรือเรียกว่า Mandible Projection (JW4, JW5) เพื่อดึงเหนียงทั้งหมดให้ยื่นออกมาเพื่อสร้างสมดุลระหว่างปากและจมูกที่พอดี หรือที่เรียกว่า Aesthetic Line (E Line) เสร็จเรียบร้อยจะต้องยกอีกจุดนึงขึ้นไปเพื่อให้เห็นแนวกรามชัดๆ พออายุมากขึ้นมุมหน้าจะค่อยๆ หายไป จุดนี้จะเรียกว่า Jaw Angle Definition (Jw1) เพื่อสร้างแนวกราม ทั้งหมดรวมกันจะเห็นเป็นเครื่องหมายซิกม่า ใช้ปริมาณฟิลเลอร์ประมาณ 7 ซีซี ซึ่งในกรณีนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างสภาพผิวของคนไข้ด้วยว่าจะใช้ปริมาณฟิลเลอร์เยอะมากน้อยแค่ไหน”

พอคุณหมออาร์มบอกปริมาณฟิลเลอร์ที่จำเป็นต้องใช้มากถึง 7 ซีซี หลายๆ คนก็อาจจะแอบหวั่นใจเล็กน้อยนะคะว่าทำไมรู้สึกว่าต้องใช้ปริมาณเยอะขนาดนี้ 7 คุณหมออธิบายให้เราเห็นภาพมากขึ้นด้วยการเปรียบเทียบกับช้อนชา 1 ช้อนชาเท่ากับ 5 ซีซี ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยมาก จะฉีดน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่ละจุดจะมีปริมาณฟิลเลอร์ที่เหมาะสมในการรักษาไม่เท่ากัน หลายๆ คนจะกังวลว่าฉีดฟิลเลอร์เข้าไปหน้าเราจะดูอ้วน บวมกว่าเดิมหรือเปล่า จริงๆ แล้วแทบมองไม่เห็นหรือรู้สึกเลยค่ะ

รูปหน้าตรงหลังและก่อนทำการปรับรูปหน้า
รูปมุมหน้า 45 องศา ก่อนและหลังปรับรูปหน้า
รูปหน้าด้านข้าง ก่อนและหลังการปรับรูปหน้า

ดูแลตัวเองแบบ 3 ระยะเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้ยาวนาน

เพื่อให้ผลลัพธ์นี้อยู่ได้นาน คุณหมอแนะนำให้เราดูแลตัวเองโดยแบ่งเป็น 3 ระยะ

ระยะแรก คือการดูแลหลังฉีดใช้เวลาประมาณ 14 วัน เป็นช่วงที่ยังไม่ควรนวดหน้าเพราะอาจเกิดอาการเจ็บและระบมได้ สองเนื่องจากฟิลเลอร์วิ่งพุ่งไปสู่หน้าเรา ดังนั้นห้ามโดนความร้อนจัด 14 วัน เพื่อให้ตัวฟิลเลอร์ทำงานในผิวได้อย่างสมบูรณ์ สามงดออกกำลังกายหนักและงดให้สิ่งสกปรกโดนบริเวณใบหน้า เพราะอาจเกิดติดเชื้อบริเวณรูเข็มได้ และสุดท้ายคือต้องดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อให้ตัวฟิลเลอร์ฟูทำงานได้มีประสิทธิภาพและเพื่อให้สุขภาพผิวโดยรวมดูดียิ่งขึ้น

ระยะที่สอง คือระยะ 1-2 ปีหลังฉีดไปแล้ว สิ่งที่คนไข้ต้องทำต่อไปคือการดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อให้ฟิลเลอร์ฟูต่อไป ฟิลเลอร์เหมือนฟองน้ำพอคนไข้ดื่มน้ำจะช่วยให้ผิวดูอิ่มฟูขึ้น โดยปกติฟิลเลอร์จะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับความเข้มข้ม HA ที่เลือกและบริเวณใบหน้าที่ฉีด บริเวณใดก็ตามที่มีการขยับเยอะก็อาจจะอยู่ไม่ได้นาน สลายเร็ว แต่บริเวณที่ไม่มีการขยับจะอยู่ได้นานขึ้น ไม่จำเป็นต้องฉีดบ่อย

ระยะที่สาม คือระยะยาวถ้าเราไม่อยากฉีดฟิลเลอร์เยอะ เราก็อย่าทำให้คอลลาเจนและวอลลุ่มใต้ผิวเราลดลง ทำได้โดยหนึ่งคือการหลบเลี่ยงแสงแดด เพราะเป็นตัวการสำคัญในการทำลายคอลลาเจน สองงดสูบบุหรี่ สามทานอาหารที่มีโปรตีนที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ถ้าเราไม่เครียด ผิวก็จะไม่เครียด ถ้าเราไม่เครียดผิวก็จะไม่เกิดการสูญเสียความชุ่มชื้นและคอลลาเจน กินผักผลไม้ให้ครบ 5 สี (แดง เขียว เหลือง ส้มและดำ) แต่ละสีจะมีสารแอคทีฟไม่เหมือนกันที่ส่งผลต่อผิวพรรณและสุขภาพร่างกาย

แนวโน้มเทรนด์การปรับรูปหน้าหลังคลายล็อคช่วงโควิด

“คนไข้ส่วนใหญ่กลับเข้ามารักษาเฉพาะบริเวณ upper face ไม่ค่อยสนใจส่วน lower face เพราะคิดว่าต้องใส่แมสก์ตลอดเวลา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเราไม่ได้ปิดแมสก์ไปตลอดชีวิต เรายังต้องมี zoom ต้องมีประชุมผ่านหน้าจอ หลายๆ คนเห็นตัวเองในจอคอมพ์แล้วตกใจ เริ่มเห็นร่องแก้ม ความหย่อนคล้อย เราต้องดูแลใบหน้าให้ทั่วทั้งหมด ไม่ใช่แค่จุดใดจุดหนึ่งครับ” คุณหมออาร์ม

เทรนด์การปรับรูปหน้าจะได้รับความนิยมต่อไปในอนาคตหรือไม่

ต้องบอกว่าในยุคที่เราเลือกสวยแบบฉบับตัวเอง ความนิยมความงามด้วยทัศนคติที่ว่ายิ่งหน้าเรียวยิ่งสวยนั้นดูค่อยๆ จะหมดไป ซึ่งคุณหมอเองก็เห็นด้วยว่า “perception ของคนไข้ในการปรับรูปหน้า ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะมีทัศนคติว่า V ที่สุดคือสวยที่สุด แต่ปัจจุบันเราจะเห็นว่ารูปหน้าจะมี diversity มากยิ่งขึ้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องหน้าเรียวสุดๆ ถึงจะสวย ทัศนคติคนเริ่มเปลี่ยนไปคิดถึงในแง่เอกลักษณ์เฉพาะบุคคลมากกว่า

ข้อสองคือเรื่องของเทคนิคการทำ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเมื่อคิดถึงรูปทรงเรียวสวยของใบหน้าจะคิดถึงการศัลยกรรมก่อนเพื่อลดขนาดใบหน้าให้เล็กลง แต่ในปัจจุบันจะเป็นเทรนด์การปรับรูปหน้าเพื่อให้ผลลัพธ์แบบ Subtle Result มากยิ่งขึ้น ดูเป็นธรรมชาติ หน้าไม่เป็นบล็อกเดียวกัน คนเริ่มกลัวการเป็นบล็อกเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังมีกลุ่มคนที่ยังต้องการหน้าบล็อกเดียวกันอยู่แต่ว่าตอนนี้คนไข้ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องความเป็นธรรมชาติตามบุคลิกภาพของตัวเองและไม่อยากผ่าตัด ไม่อยากเจ็บตัวแต่สวยขึ้น

และที่สำคัญคือในยุคนี้เทคโนโลยีปัจจุบันมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ฟิลเลอร์หลายคนจะกลัวเรื่องเป็นก้อน ไหล ห้อย ย้อย แต่ฟิลเลอร์ในปัจจุบันสามารถเบลนด์อินกับผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ก็จะเป็นตัวเลือกให้คนไข้ที่ไม่ต้องการผ่าตัด การเลือกเป็นสิ่งสำคัญ Hyaluronic acid (HA) ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีก็จะไม่มีปัญหาและเลือกคุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญ”

Editor’s Thoughts:

“ด้วยความที่รู้จักคุณหมออาร์มมานานและเชื่อใจในการดูแลรักษาใบหน้ามาตลอดนานกว่า 10 ปี ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ทดลองทำการปรับรูปหน้าด้วยฟิลเลอร์ ตอนปรึกษากันค่อนข้างมีความกังวลลึกๆ เพราะไม่อยากให้ใบหน้าดูไม่เป็นตัวเอง ถามว่าอยากสวยขึ้นไหม ก็อยากนะคะ แต่พอคิดว่าใบหน้าเราอยู่ในมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับอาจารย์แพทย์ ความกลัวและกังวลก็ลดลงเมื่อคุณหมอได้อธิบายว่าทำไมใบหน้าเราถึงต้องใช้ปริมาณฟิลเลอร์ตามที่อธิบายไป

ในระหว่างการรักษาแทบไม่รู้สึกเจ็บอาจจะด้วยการใช้ยาชาและส่วนหนึงคือคุณหมอมือเบามากแทบไม่รู้สึกเลยในแต่ละจุดที่ฉีด ซึ่งคุณหมอได้อธิบายเพิ่มเติมว่าถ้าเราเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีการฉีดฟิลเลอร์นั้นไม่จำเป็นต้องปั้นเนื้อให้เข้ารูปทรง ดังนั้นเมื่อฉีดจุดแรกเสร็จก็จะฉีดจุดต่อไปได้เลยทันที ชอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงมาก เพราะเห็นได้ชัดเจนว่ารูปหน้าเปลี่ยนแปลงแทบจะทันที หลังรออาการบวมหายประมาณ 3-4 วัน ก็ยิ่งเห็นผลลัพธ์ว่าจุดกังวลหลายๆ จุดอย่างเหนียงและแนวกรามดูเป็นกรอบชัดขึ้น ผิวดูอิ่มฟูสุขภาพดี รู้สึกดีที่ใบหน้าเรายังเป็นตัวเราอยู่แต่ดูดีขึ้น ไม่ได้เติมจนใบหน้าเปลี่ยนหรือแปลกตา เลยทำให้มั่นใจมากขึ้น”

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและอัตราค่าบริการที่ Hertitude Clinic สาขา Gaysorn Village ชั้น L โทร.086-341-9007

Share on facebook
Share on twitter
Share on email