In the mag

ศิลปินสาวสตรองแห่งยุค ซิลวี่ เผยทุกช่วงชีวิตขึ้นๆ ลงๆ ทั้งเคยสูญเสียความมั่นใจสู่การยอมรับในตัวเอง

เธอผ่านมาแล้วสารพัดและไม่เขียมคำพูดว่า ฉันอ้วน ฉันขาใหญ่ ฉันมีพุง ฉันแปลก ฉันเสียงดี
Share on facebook
Share on twitter

In the mag

Share on facebook
Share on twitter

ศิลปินสาวสตรองแห่งยุค ซิลวี่ เผยทุกช่วงชีวิตขึ้นๆ ลงๆ ทั้งเคยสูญเสียความมั่นใจสู่การยอมรับในตัวเอง

เธอผ่านมาแล้วสารพัดและไม่เขียมคำพูดว่า ฉันอ้วน ฉันขาใหญ่ ฉันมีพุง ฉันแปลก ฉันเสียงดี

ความทุกข์คือวัตถุดิบของศิลปิน ใครพูดไว้ไม่ทราบ แต่ถ้าถาม ซิลวี่-ภาวิดา มอริจจิ ศิลปินคนแรกของ Warner Music Asia คงบอกว่าใช่ เธอผู้ผ่านมาแล้วสารพัดและไม่เขียมคำพูดว่า ฉันอ้วน ฉันขาใหญ่ ฉันมีพุง ฉันแปลก ฉันเสียงดี ฉันมีความสามารถ ฉันเป็นของฉันแบบนี้ ฉันคือซิลวี่!

ดนตรี: มิตรแท้

รักดนตรีมาตั้งแต่จำความได้ เริ่มเรียนดนตรีตอน 7 ขวบ เมื่อ 10 ปีก่อนเด็กลูกครึ่งไทย-อิตาเลียนวัย 15 จึงไปล่าคว้าฝันในรายการ The Star ซีซั่น 7 
ไม่เคยเบื่อเลย อยู่กับดนตรีมาตั้งแต่เด็ก อาจจะเป็นความคิดที่ไม่ดีนักว่าเราจะทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับเรื่องนี้เท่านั้น เรามั่นใจเรื่องเสียง เรื่องอื่นไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเท่าไร” เรามองเชิ้ตขาวที่กลัดกระดุมเม็ดเดียวกับกางเกงลายม้าลายที่ซิลวี่สวมอยู่ทำนองว่า อืม นี่ไม่มั่นใจเลยเนอะ ซิลวี่อ่านสายตาเราออกก็หัวเราะลั่น “หมายถึงเรื่องความสามารถ” แล้วเคยอกหักจากดนตรีบ้างไหม ซิลวี่ออกเสียงสูงว่า…เค้ย “มีช่วงที่เราหมดฝันไปเลย อกหักจากการอยู่ค่ายมา เราก็ทำช่องยูทูบ คาดหวังไว้บ้างว่าจะมีแมวมองมาเห็น เพิ่งจะกระเตื้องก็ตอนได้เจอกับทีมทำเพลงเมื่อปีที่แล้วเอง”

เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซิลวี่เซ็นสัญญาเป็นศิลปินคนแรกของ Warner Music Asia “เรารู้จักกับทีมทำเพลง Karma Sound Studios เขาเป็นโปรดิวเซอร์คนอังกฤษ (Richard Craker) ที่เปิดสตูดิโอที่บางสะเหร่ พัทยา ไปกินข้าวกันครั้งเดียว เขาเป็นฝรั่ง ไม่รู้เรื่องราวของเรา เราก็เล่าให้เขาฟังว่าเราอยู่วงการมานานแล้วตั้งแต่อายุ 15 เราเสียความมั่นใจไปแล้ว ไม่อยากเป็นแล้วศิลปิน วันถัดมาก็ไปสตูดิโอแล้วแต่งเพลง XL เลย พอเขาเอาเพลงไปเสนอค่าย ทางนั้นก็อยากลงทุนกับเรา บทมันจะได้มันจะง่ายมาก ทั้งที่ 10 ปีที่ผ่านมาเราถอดใจแล้ว รู้สึกว่าที่นี่เก่งอย่างเดียวไม่ได้” 

หลายคนที่เคยสัมภาษณ์ก็พูดคำนี้…ทำไม? “เส้นสายก็เยอะ ลูกรักก็เยอะ ลุคก็มีส่วน ถ้าลุคถูกชะตากับผู้ใหญ่บางคนเขาก็เอ็นดูมากๆ คาแร็กเตอร์เราเป็นผู้หญิงห้าวๆก็อยู่ยากนิดหนึ่ง เราเลยสูญเสียความมั่นใจไป เพิ่งจะฮึดอีกรอบเมื่อปีที่แล้ว” ซิลวี่ตอบตามจริง “เราขอบคุณตัวเองนะที่ไม่หยุด เรายังไป The Voice ยังสร้างช่องยูทูบของตัวเองให้คนเห็นว่าเรายังร้องเพลงอยู่ถึงจะเป็นเพลงคัฟเวอร์ก็ตาม ปั้นมาเองได้แสนกว่าซับ เสียงเรายังนิ่งถึงจะเต้นไปร้องไปเพราะเราออกกำลังกายทุกวัน เหมือนเราปั้นตัวเองเตรียมไว้ก่อน ไม่รู้ว่าเตรียมไว้รออะไร พอมาวันนี้รู้แล้วว่ามันอยู่ที่ทำจริงๆ อย่าหยุดทำ”
https://www.youtube.com/embed/-VqokjXh2uk

ตัวเอง: ศัตรู

“เราเป็นคนไม่กล้าเฉิดฉาย ถ้าย้อนไปดู The Star ก็จะเห็นเราเป็นแบบนั้น เราไม่กล้าทำอะไรแล้วทำสุด กั๊กๆไว้หน่อย กลัวโดนว่าว่าแก่แดด รู้สึกเหมือนตัวเองโดนกด อาจจะไม่มีใครทำอะไรเราก็ได้ อาจเป็นสิ่งที่คิดในหัวเราไปเอง เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เคยไปถ่ายแบบ มีผู้หญิง 4 คนก็เปรียบเทียบตัวเรากับผู้หญิงคนนั้นที่ผอม คิดแต่เรื่องลบๆ หาข้อดีในตัวเองไม่เจอ”

อย่าประเมินคำว่า ‘อ้วน-ผอม’ ต่ำเกินไป มันทำให้เด็กคนหนึ่งดำดิ่งไปกระแทกก้นเหวมาแล้ว “เราผ่านการตะบี้ตะบันลดน้ำหนักมาเยอะมาก เข้าฟิตเนส กินข้าววันละมื้อ อดข้าวจนเป็นลม ผู้ใหญ่ก็ยังเห็นเราอ้วนอยู่ดี เขาก็ยังทำร้ายเราด้วยคำพูด ทีนี้เรามีช่วงที่ผอมจริง คือเราไปติดยาอยู่ช่วงหนึ่ง

มองตัวเองในกระจกแล้วแฮปปี้หรือยัง ผอมแล้ว “ตอนนั้นเราอยู่ในรัชดาลัย เล่นละครเวทีไป ยังทำงานได้ แต่ไม่มีเป้าหมาย ไม่คิดอะไร ทำหน้าที่ไปวันๆ ความสุขคือได้อยู่ในวังวนนั้น วันที่เลิกยาได้เราไม่โฟกัสเรื่องรูปร่างละ อยากกินอะไรกินเลย เริ่มสร้างเสียงในหัวขึ้นมาใหม่ แต่ก่อนเสียงในหัวเราคือห้ามกิน! กินเวลานี้ไม่ได้! หลัง 6 โมงห้ามกิน! เดินผ่านกระจกก็หยุดดู พุงเริ่มออกจะนอยด์ คิดเรื่องความไม่เพอร์เฟ็กต์ของตัวเองตลอด แต่พอเริ่มสร้างเสียงในหัวใหม่ เราเห็นพุง ขา รอยแตก ก็ยอมรับว่าเออ…อุบาทว์ สักพักเริ่มคิดว่าอุบาทว์แล้วไง คนอื่นบอกว่าอุบาทว์ก็เรื่องของเขาสิ มันก็ธรรมชาติของเรา มีวิวัฒนาการทีละเล็กละน้อยไป จู่ๆไปมองว่ามันสวยเลยไม่ได้ คลิเช่ไปนิดหนึ่งนะ ต้องผ่านการยอมรับในตัวเองให้ได้ก่อน”

ถ้ามีคนบอกว่าทำไมไม่ไปหาหมอ ไปออกกำลังกาย โดยไม่เสียเวลาคิดซิลวี่ตอบว่า “ไม่ เรารู้สึกว่าเขาเผือก (หัวเราะ) ถ้าทุกอย่างเริ่มต้นที่เรา ก็เริ่มที่ mindset เราไงว่าทุกคนก็มีรอยแตก มีแต่สิ่งจอมปลอมในไอจีเท่านั้นแหละที่ไม่มีเพราะใช้แอพ แต่ก่อนกางเกงขาสั้นเราใส่ไม่ได้นะ นมก็โชว์ไม่ได้ จะโดนด่าว่านมเล็กแล้วยังจะโชว์อีก จมูกก็โดนว่าให้ไปเหลาให้เล็กลง ทุกอย่างบนตัวเราคืออิหยังวะ”

พอเราเริ่มคิดได้ว่าโลกนี้ไม่ได้มีแนวคิดอยู่แบบเดียว เริ่มเสพวัฒนธรรมตะวันตกช่วง Kim Kardashian กำลังมา สะโพกใหญ่ ขาใหญ่ เวลาใครว่าเราอ้วนก็บอกเขาไปว่า Kim Kardashian ไง ไม่รู้จักเหรอ ค่อยๆสะสมวิธีการยืนหยัดสู้เพื่อตัวเอง เราสร้างโลกใหม่ที่จะอยู่แบบไหนให้มีความสุข โลกไม่ได้เปลี่ยนไปหรอก โลกในหัวเราต่างหากที่เปลี่ยน

รัก VS. หลง

ช่วงขึ้นๆลงๆของชีวิต ดนตรียังคงทำหน้าที่ของมันอย่างหนักแน่น นั่นคือเป็นพลังใจให้ทั้งคนทำและคนฟัง ดนตรียังเชื่อมโลกของเหล่าคนแตกสลายให้มาเยียวยากันและกันได้ 

“เวลาลงคัฟเวอร์ในยูทูบแล้วมีคนที่ยังรักเสียงเรา ติดตามว่าเรายังร้องเพลงอยู่มันคือพลังใจ และการสร้างพลังใจให้คนอื่นได้ทำให้เรารู้สึกดีมาก มองข้อดีในตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่แค่คนอ้วน คนผอมก็ทักมาหาเราเยอะ เป็นไซซ์ SS ค่ะ โดนว่าว่าผอมเกินไป LGBT ก็เยอะที่มาปรึกษาเรื่องไม่เป็นตัวเอง แต่ก็มีคนที่บอกว่าเราสนับสนุนให้คนเป็นโรคอ้วน ไม่ห่วงสุขภาพกันหรือ สารที่เราจะสื่อคือถ้าเขาแฮปปี้ในแบบของเขา เขาไม่ได้เดือดร้อนตัวเองก็จบ เตือนด้วยความเป็นห่วงได้แต่อย่าดูถูกกัน

รักตัวเองกับหลงตัวเองต่างกันอย่างไร “หลงตัวเองจะเป็นแบบไม่มองคนอื่นดี เราเคยมีช่วงที่คิดว่าอ้วนแล้วสวยเท่านั้น โอบรับคนอ้วนอย่างเดียว คนผอมมาบ่นเราจะแบบ โอ๊ย! ผอมจะตายอยู่แล้วจะมาอะไรอีก เคยเป็นคนคิดแบบนั้น เรามีเพื่อนผอมก็ไปอยู่กับเขามาจนรู้ว่าคนผอมก็มีความไม่มั่นใจของเขาเหมือนกัน เลยได้คิดว่ามันคือเรื่องเดียวกัน มันคือเรื่องของความต้องการจะเพอร์เฟ็กต์ในหัวเรา ความรักตัวเองจะไม่ค่อยทำร้ายคนอื่น ความหลงตัวเองคือคิดแต่ว่าของเราดี” 

มีเรื่องที่เรายังต้องเวิร์กกับตัวเองอยู่ไหม เป็นเรื่องที่ยังก้าวไม่ผ่าน ซิลวี่คิดและคิดกับคำถามนี้ “ยังมีความคิดว่าเรายังดีไม่พอเพราะเราทำไม่ดีมาเยอะ เหมือนตราบาป อยู่ที่ฮอร์โมนด้วย (หัวเราะ) คอมเมนต์เดียวกันวันนี้อ่านแล้วจึ้ก อีกวันไม่เป็นไร และเมื่อไรชีวิตเรานิ่งเกิน มีความสุขเกินไป เราจะเริ่มรู้สึกแล้วว่าจะเกิดเรื่องขึ้นวันไหน เราเคยชินกับการขึ้นๆลงๆ สงบสุขแล้วระแวง อย่างเพลง XL ที่ประสบความสำเร็จเราก็ไม่กล้าดีใจ น่าจะเป็นเรื่องนี้ที่เราต้องเตือนตัวเองทุกวันว่าสุขบ้างก็ได้”

แม่และซิลวี่

ระหว่างถ่ายรูปไม่ได้ยินเสียงช่างภาพสักแอะ สไตลิสต์แทบจะไปนั่งจิบกาแฟได้เลย เพราะซิลวี่ที่ถูกปล่อยไปอยู่หน้าเซตแล้วก็จัดแจงฉีกขา บิดเอว ตีลังกา กระโดดเตะ และอีกสารพัดท่าได้ด้วยลำแข้งของตน ท่ามกลางเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นผู้หญิงคนหนึ่งเฝ้ามองอย่างเงียบสงบ ฉีกขาเสร็จซิลวี่เดินไปหาหญิงคนนั้นและเรียกว่าแม่ 

“เราสนิทกับแม่มากนะ ผ่านอะไรแย่ๆมาเยอะ เราทำร้ายเขา เขาทำร้ายเรา แต่บ้านเรามีกัน 2 คน มันเลยง่ายที่จะเธอยอมให้ฉัน ฉันยอมให้เธอ พูดตรงๆว่าถ้าเราไม่มีเขาเรามาอยู่ตรงนี้ไม่ได้หรอก เราเละกว่านี้แน่นอน วันนั้นที่เจอทางสว่างก็เพราะเขา ที่เขายอมรับเราได้ในแบบนี้ก็เพราะเขารับรู้เหมือนกันว่าที่ผ่านมาเขาอาจจะกดดันเราเกินไป เขาเคยมีจุดที่ตีเราในเรื่องไม่ถูกไม่ควรจนเป็นปมในใจ เราเองก็ทำหลายๆเรื่องเพราะรู้สึกว่าเราโดนทำร้าย ก็ทำร้ายกันไปมาแบบนี้ จนรู้สึกว่าพอแล้ว ยอมรับกันในแบบนี้”
พูดแบบนี้ไม่กลัวว่าตัวเองจะดูไม่ดีหรือ ในสื่อมักจะนำเสนอแต่เรื่องชีวิตดาราที่อ่านแล้วรู้สึกว่าทำไมครอบครัวคนอื่นดีจัง ทำไมบ้านเราทะเลาะกันจัง “หรือว่าเราผิดปกติ” ซิลวี่หัวเราะและเห็นด้วย “เราดูไม่ดีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เวลาได้ยินคนอื่นพูดเรื่องเขากับครอบครัวจะกลายเป็นว่าผู้ใหญ่ถูกเสมอ ทุกอย่างที่ลูกพูดคือไม่มีเหตุผล เราจะบอกเสมอว่าเวลาทะเลาะกับแม่ต้องพูดนะ ไม่ใช่ว่าเงียบ ถ้ากลัวทำร้ายเขาก็ต้องกลั่นกรองคำพูด พูดด้วยสติและเหตุผล ถ้าเขาไม่ฟัง แต่อย่างน้อยเราได้พูด บ้านเราก็ไม่ใช่ว่าเกิดมาแล้วแม่สนับสนุนทุกอย่าง เรากับเขาต่างก็ต่อสู้เพื่อความคิดตัวเองจนหาตรงกลางเจอ เราไปที่ไหนกับแม่ก็พูดอย่างนี้แหละ แชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงมันง่าย เราไม่ต้องคิดประดิษฐ์เยอะ”
https://www.youtube.com/embed/LehWMGxajR4
Story: สุภักดิภา พูลทรัพย์
Photographer: อรรคพล คำภูแสน
Stylist: Kiekie Delarue
Make-up & Hair : รัตนโชติ โพธิ์ขำ
Assistant Photographer: นิติพงษ์ ค้าข้าว

Share on facebook
Share on twitter
Share on email