fbpx

I

In the mag

เต้ ดาวิชญ์ และ สิงโต ปราชญา กับตัวตนที่เปี่ยมไปด้วยแพสชั่นในสิ่งที่รัก และเคมีที่เข้ากันอย่างลงตัว

สองคนที่ดูไม่มีอะไรเหมือนกันแต่พอเจอกันกลับเป็นเพื่อนที่คุยกันถูกคอและเป็นพระเอก-นายเอกที่เคมีเข้ากันอย่างแรง

เต้ ดาวิชญ์ และ สิงโต ปราชญา กับตัวตนที่เปี่ยมไปด้วยแพสชั่นในสิ่งที่รัก และเคมีที่เข้ากันอย่างลงตัว

สองคนที่ดูไม่มีอะไรเหมือนกันแต่พอเจอกันกลับเป็นเพื่อนที่คุยกันถูกคอและเป็นพระเอก-นายเอกที่เคมีเข้ากันอย่างแรง

สองคนที่ดูไม่มีอะไรเหมือนกันทั้งรูปลักษณ์บุคลิกความสนใจแต่พอเจอกันเมื่อไร สิงโต-ปราชญา เรืองโรจน์ และ เต้-ดาวิชญ์ กรีพลฤกษ์กลับเป็นเพื่อนที่คุยกันถูกคอและเป็นพระเอก-นายเอกที่เคมีเข้ากันอย่างแรง

การมาถ่ายสัมภาษณ์กับ ELLE ครั้งนี้ถือเป็นงานสุดท้ายก่อนลาบวชครับ” เจ้าของเสียงนั้นแฟนๆที่ติดตามซีรี่ส์วายมาตั้งแต่ยุค SOTUS The Series ย่อมคุ้นเคยดีว่าเป็น สิงโต- ปราชญา “ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบรุมเร้าไปหมด ผมเพิ่งปิดกล้องละครไปเมื่อ 2-3 วันก่อนหลังจากทำงานยาว 30 วัน วันนี้ทำงานวันสุดท้าย เสร็จแล้วก็จะไปลาบวชกับญาติๆ” สิงโตเสยผมเหมือนพูดกับเส้นผมตัวเองว่า “เดี๋ยวสึกแล้วรอผมยาวค่อยกลับมารับงานใหม่” 

ที่เพิ่งนั่งเก้าอี้ไม่ห่างกันคือชายหนุ่มร่างสูงที่เห็นไวๆอยู่ในทีมอาหารก็ปรากฏว่าเป็น เต้-ดาวิชญ์ ที่บอกทีมงานทุกคนว่าแฟนคลับส่งฟู้ดแพ็กมากำนัลปากท้องคนทั้งกอง “สิ่งหนึ่งที่ประทับใจเสมอก็คือแฟนคลับ เป็นอะไรที่มีคุณค่ามากๆที่มีคนรักเราขนาดนี้ ชีวิตหนึ่งมีคนชื่นชมเรา มาคอยสนับสนุนเราทุกงาน ส่งกำลังใจให้ มันหาที่ไหนไม่ได้ เงินเท่าไรก็ซื้อไม่ได้” เต้ขอบคุณผ่านน้ำเสียงและแววตา ก่อนที่เสียงดรายเป่าผมจะดังพักบทสนทนาระหว่างเรากับเต้ชั่วคราว 

“จริงๆแล้วผมมีแปลนหลายอย่างที่วางไว้ เรื่องบวช เรื่องไปเรียนต่อด้าน Film Production ผมอยากทำงานเบื้องหลัง อยากเป็นนักตัดต่อ เป็น DP (Director of Photography) หรือเป็นนักเกรดสี ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากทำงานเบื้องหน้าและเบื้องหลังควบคู่กันไป เป็นนักแสดงที่เป็น DP ด้วย (หัวเราะ) ถ้าถึงตอนนั้นก็อาจจะลดงานเบื้องหน้าลง” สิงโตชวนคุยต่อ “ความฝันของเราไม่ใช่การมาทำงานเบื้องหน้าเป็นนักแสดง ผมไม่ได้อยากดัง (หัวเราะ) แต่การได้แสดงบทบาทที่หลากหลายทำให้เรารู้สึกว่าการทำงานนี้สนุก แต่เมื่อใดก็ตามที่บทก็ยังเป็นบทเดิมๆ หรือเป็นงานเดิมๆ เรารู้สึกว่าอยากไปทำงานด้านอื่นที่น่าสนใจกว่า แต่ถ้าจะสังเกตว่าซีรี่ส์ที่ผมรับเล่นบทจะแตกต่างกัน ถ้าไม่ได้เป็นพระเอกก็ไม่เป็นไร ขอให้บทหลากหลาย มันจะมีบางงานที่แค่พูดถึงเราก็รู้สึกตื่นเต้น เราต้องการงานที่ทำให้เรารู้สึกแบบนั้น” 

ได้รับฉายาจากสื่อว่าเป็นเจ้าพ่อซีรี่ส์วาย สิงโตไม่วายปฏิเสธว่าไม่ขนาดนั้น “เรื่องที่บุกเบิกวายคือรักแห่งสยาม ต่อมาคือ Love Sick แล้วค่อยมาเป็น SOTUS เราแค่คิดว่าอยากแบ่งเบาที่บ้านบ้าง ได้เงินเล็กๆน้อยๆก็โอเคแล้ว แต่งานแรกก็ประสบความสำเร็จขึ้นมาเลย ไปทำเบื้องหลังไม่ได้ละ (ยิ้มอ่อน) แต่ทุกวันนี้เวลาไปกองถ่ายผมจะชอบไปเจ๊าะแจ๊ะกับทีมกล้อง” เป็นอันเข้าใจได้ว่าเบรกกองทีไรสิงโตจะโผไปคุยกับช่างภาพทันที และเขาทำแบบนี้ในทุกกองถ่าย “เราเลยเข้าใจคนทำงานทุกฝ่าย ก็เลยจะพยายามทำทุกอย่างให้เอื้อต่อการทำงานเบื้องหลัง ผมจะพูดว่า ‘ได้ครับพี่’ ตลอด ‘เดี๋ยวผมเข้าทางนี้ให้ ตอนตัดต่อจะได้ไม่ลำบาก’ ‘เดี๋ยวผมเว้นเสียงให้นะพี่ ตอนทำซาวนด์จะได้ง่ายขึ้น’ ปริญญาโทผมเลยอยากเรียนฟิล์มที่อเมริกา เราอยากไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานของต่างประเทศบ้าง” 

ก่อนจะไปต่างประเทศ ทีมงานขอให้สิงโตที่แต่งหน้าทำผมเสร็จแล้วเปลี่ยนชุดเพื่อถ่ายแบบให้กับ ELLE Thailand กันก่อน เมื่อเปลี่ยนชุดแล้วสิงโตก็ไม่เหมือนหนุ่มข้างบ้านที่นั่งคุยกับเราเมื่อครู่ ด้วยรัศมีสตาร์ที่ทะลุทะลวงออกมาจากผิวหนัง “เราสีผิวแบบนี้ รูปร่างหน้าตาเป็นแบบนี้ เมื่อก่อนเข้าวงการแรกๆผมโดนว่า ‘คาแร็กเตอร์ไม่เหมาะสมกับการเป็นพระเอก’ อาจจะต้องสูง ขาว หุ่นดีหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อะไรที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้เราจะไม่เก็บมาคิด แต่ถ้าเป็นเรื่องการแสดง เช่น เราพูดติดๆขัดๆ ยังแสดงไม่โอเค เราจะพยายามปรับ แต่ถ้าปรับแล้วกดดันตัวเองมากไปผมจะค่อยๆ คลาย ผมว่านะต่อให้เราตั้งใจมากแค่ไหนก็ไม่ใช่ทุกงานที่เราจะทำออกมาดีเสมอไป”

เสียงดรายเป่าผมจากเต้เงียบไปแล้ว เหลือเจ้าตัวนั่งยิ้มเผล่อยู่ ภายนอกเขาดูเป็นคนขรึม ขี้อาย ไม่แสดงความรู้สึกชัดเจน เต้ว่าตัวตนเขาเป็นเช่นนั้นทุกประการ แต่เพราะรับบทเป็นจิตรกรชื่อภาพ ชื่อจริงว่าศิลปินใน ‘ใส่รักป้ายสี’ คู่กับสิงโตนี่แหละ เขาเพิ่งทลายกำแพงความขี้อายของตัวเองได้ในวัย 30 “ตอนเป็นนักดนตรีก็ขี้อายแบบนี้ละครับ กีตาร์เป็นเหมือนเสาที่ยึดเราไว้ เป็นเครื่องมือช่วยให้เราแสดงออก ผมว่าไม่ดีนะที่เราขี้เกรงใจและไม่แสดงความรู้สึกมากไป เราไม่ได้ชอบตัวเองในมุมนี้ แต่ตัวละคร ‘ภาพ’ เป็นคนปากตรงกับใจ เขามาสอนเราว่าการเปิดเผยความรู้สึกก็ไม่ได้แย่ เขามาเปลี่ยนนิสัยเราไปเลย”  

เต้เล่าว่าก่อนถึงวัย 30 เขาเคยฝึกกีตาร์วันละ 6 ชั่วโมง ตระเวนประกวดไปกับวงดนตรี เคยทำงานออฟฟิศ เคยเป็นสมาชิกวงบอยแบนด์ SBFIVE เคยติดอันดับหนุ่มคลีโอ เคยเล่นหนังคู่กับมาร์กี้-ราศรี บาเล็นซิเอก้า จิราธิวัฒน์ แต่เมื่อไม่มีงานแสดงเข้ามาต่อเนื่องเขาไปเปิดร้านอาหารที่ขอนแก่นบ้านเกิด ระหว่างที่เสิร์ฟอาหารให้ลูกค้า เขาได้รับแจ้งว่าได้เล่นซีรี่ส์ดาวเกี้ยวเดือน (2Moons The Series) “ตอนเขาบอกว่าให้ไปเล่นซีรี่ส์วาย ผมยังไม่รู้จักเลยว่าคืออะไร เราไม่ได้คิดว่าชอบหรือไม่ชอบ แค่อยากลองทำดู แต่ปรากฏว่าเปลี่ยนชีวิตเลย คิดสภาพนะครับ 3-4 เดือนก่อนหน้านี้ผมยังเสิร์ฟอาหารที่ร้าน แก้ปัญหาให้ลูกค้าที่ได้อาหารช้า แล้ววันหนึ่งผมก็ไปลงเครื่องที่จีน ทำไมมีการ์ด 30 คน เหมือนขับรถอยู่ดีๆแล้ววิวข้างทางเปลี่ยนจากทะเลไปเป็นเมืองฉับ!” 

ในชีวิตจริงกับในละครเรื่องใหม่ เต้เป็นคนอ่อนไหวแต่ไม่ได้อ่อนแอ การพาตัวเองไปทำหลายอย่างที่ผ่านมาทำให้ใจเขานิ่งขึ้นมาก “ตอนเป็นหนุ่มออฟฟิศผมก็เอนจอยนะครับ เพราะเราสนิทกับพี่ที่ออฟฟิศ ทุกวันนี้ก็ยังคุยกันอยู่ ทีนี้ตอนได้เล่นหนังเรื่องแรกผมออกจากงานเลย ผมมานั่งคิดว่าถ้าเราไม่ทำเราจะเสียใจไหม ก่อนหน้านั้นเรามีโอกาสเข้ามาเยอะแต่เราไม่เคยให้โอกาสตัวเองเลย คิดว่าทำไม่ได้หรอก แต่ก็มีเรื่องราวที่ทำให้เราหยุดงานแสดงไปบ้าง ผมเลยไปทำร้านอาหาร ทุกวันนี้ยังเปิดอยู่” เต้นิ่งคิด “ผมชอบอ่านหนังสือ อ่านสายปรัชญา มีเล่มหนึ่งที่เขียนว่าช่วงวัย 20-30 คือช่วงค้นหา ผมก็เลยค้นหาและลองทำทุกอย่าง

“งานแสดงก็คล้ายกับการเล่นดนตรี พอเราจับจุดได้ เริ่มหา flow ของตัวเองเจอ มันก็ไปต่อได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมก็คือผมคิดตลอดว่าผมเป็นคนธรรมดา ความนิยมเป็นเรื่องชั่วคราว นี่ไม่ได้พูดแบบโลกสวยนะครับ ผมเคยผ่านหลายๆสถานการณ์ที่ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดหวัง เราทำมาหลายอย่าง ผ่านอุปสรรคมาเยอะ พอเราไม่ยึดติดเราก็จะไม่เจ็บปวดมาก เรารู้ว่ากระแสอะไรต่างๆอยู่แค่ชั่วคราว มันมีจังหวะขึ้น แต่จังหวะที่มันลงเราอยู่ข้างล่างแล้ว เราไม่ได้ตกลงมา เราอยู่ในที่ของเราอยู่ตลอดแหละ แล้วเราก็ไม่ชอบตัวเองด้วยเวลาที่เราเหลิง มีคนชมเราเยอะๆเราลอยอยู่แล้ว แต่เราเป็นคนชอบปลีกวิเวกประมาณหนึ่ง เราเลยได้ทบทวนตัวเองเยอะ” 

อีกเรื่องที่สองคนพี่น้องมีเหมือนกันคือ ‘ความลุ่มหลง’ สิงโตหลงใหลในกล้องและเลนส์ที่เขาทุ่มทุนซื้อหามาก็หลายบาทอยู่แม้จะไม่ค่อยมีเวลาได้ถ่ายรูปบ่อยนัก แต่ในใจเขามักจะค้านว่า ‘แต่มีไว้ก็ดีนะ’ “โอกาสจะเข้ามาเมื่อไรก็ไม่รู้” สิงโตเข้าข้างตัวเอง “ผมเคยเป็นช่างภาพงานคอนเสิร์ตพี่ศิลปินที่รู้จักกัน ขอไปถ่ายเองตอนที่เป็นนักแสดงแล้ว แบกกล้องแบกเลนส์ แขวนป้าย cameraman ตอนฝึกงานผมก็ขอฝึกเป็นทีมกล้องไปออกกองเทยเที่ยวไทยกับ School Rangers ผมจะหาทางทำงานเบื้องหลังอยู่ตลอด ไม่จำเป็นต้องเป็นตำแหน่งใหญ่โต ขอแค่เป็นส่วนหนึ่งของทีม หลังจากSOTUS ก็มีน้องๆนักแสดงรุ่นใหม่เข้ามาในจักรวาลวายเยอะมาก ผมว่ามีคนใหม่ๆเข้ามาเยอะๆยิ่งมาช่วยกันพัฒนา ในอนาคตผมอาจจะเป็นคนทำงานเบื้องหลังให้กับนักแสดงรุ่นใหม่ก็ได้” 

เต้ฟังทุกคำของสิงโตด้วยความเข้าอกเข้าใจ เขาที่ฝันอยากเป็นนักดนตรีมาตั้งแต่เด็กย่อมถ่องแท้ถึงความหมายของคำว่า ‘แพสชั่น’ ดีกว่าใคร “ผมชอบกีตาร์มากๆ” เต้เผยถึงสิ่งที่เขาลุ่มหลง “ในวัยมัธยมถ้าใครมีเอฟเฟ็กต์จะเท่มาก แต่กว่าเราจะเก็บเงินค่าขนม กว่าที่บ้านจะซื้อกีตาร์ให้ มันก็แพงใช่ไหมครับ พอโตมาหารายได้เองก็เลยจัดเต็ม วันๆช็อปปิ้งก้อนเอฟเฟ็กต์ เวลาว่างจะดูยูทูบ ดูมือกีตาร์เทพๆ ว่าเขาใช้กีตาร์ ใช้เอฟเฟ็กต์แบบไหนแล้วก็ซื้อตาม” เขาหัวเราะให้กับกีตาร์นับสิบตัวที่มีอยู่ 

“แต่ว่าเส้นทางที่ผมเดินมาก็ห่างจากดนตรีมามากแล้ว” แววตาเขาหม่นไปเล็กน้อยเมื่อพูดถึงตรงนี้ แต่เหมือนตัดใจได้ เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเสถียรขึ้นว่า “ก็เสียดายนะครับ บางทีเราอาจจะต้องแยกระหว่างแพสชั่นกับความเป็นจริง ตอนนี้เรามองดนตรีเป็นงานอดิเรก ถ้าเราทำเป็นอาชีพอาจจะเครียดก็ได้ เราเลยอยากเก็บดนตรีไว้เป็นความสุขในชีวิต และพอเราทำมาหลายอย่างก็รู้ว่าการชอบในสิ่งที่ทำก็อาจจะทำให้ชีวิตเราไปได้ดีเหมือนกัน

“เพียงแต่ว่า” สิงโตพูดต่อพี่ชายคล้ายว่าอยากอธิบายแทนว่างานแสดงก็คือแพสชั่นในปัจจุบันของเต้ “เวลามีไฟเราจะทำงานออกมาได้ดีกว่า มีบางงานที่เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ทำ มีบางงานที่เราคิดว่าจะทุ่มเทให้มากๆ ผมคิดว่ามันคือคำว่าแพสชั่น ถ้าไม่มีแพสชั่นเลยเราคงไม่ทำอาชีพนี้แต่แรกหรือคงอยู่กับสิ่งๆนี้ไม่ได้นานหรอกใช่ไหม”    

ติดตามชมภาพแฟชั่นเซ็ตและบทสัมภาษณ์ของ เต้ ดาวิชญ์ และ สิงโต ปราชญา แบบเต็มๆ ได้ในนิตยสารแอล ประเทศไทย ฉบับเดือนธันวาคม 2021 ทุกแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หรือสามารถสั่งซื้อได้ที่ Facebook Inbox ของ ELLE Thailand

เรื่อง: สุภักดิภา พูลทรัพย์
PHOTOGRAPHER: AKKAPON KUMPUSAN
STYLIST: PITCHAYA CHAISUK

RELATED STORY

เปิดมุมมองของคนพร้อมบวก พร้อม ราชภัทร จากเดือนวิศวะสู่รุ่นพี่วิศวะใน ‘กลรักรุ่นพี่’
"เราอย่าไปเศร้ากับชีวิต เพราะความเจ็บปวดคือส่วนหนึ่งของการเติบโต
การเดินทางครั้งใหม่ของ Mark Tuan ในฐานะศิลปินเดี่ยวและการได้กลับมาเจอแฟนชาวไทยอีกครั้ง 
"ผมเห็นว่าพวกคุณให้การสนับสนุนผมมากแค่ไหน ประเทศไทยมักจะติด 3 อันดับท็อปแฟนอยู่เสมอ"
ud-awat
เมื่อแพสชั่นต่อท้องทะเลทำให้เห็นความปวดร้าวของคนทำงานอนุรักษ์ในเมืองไทย 
10 ปีที่ห่างหาย เพื่อนที่ไม่เปลี่ยนแปลง และสิ่งซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ ของ ‘โทโมะ-เขื่อน-ป๊อปปี้’ ในนาม TKP
กฎข้อเดียวในการกลับมาทำงานเพลงด้วยกันครั้งนี้กคือ ความสบายใจของทุกคนต้องมาเป็นอันดับ 1

By continuing to use our site you consent to the use of cookies as described in our privacy policy.