fbpx

I

In the mag

ชีวิตของท่านประธานต้องแลกกับอะไรมาบ้าง? เปิดมุมมองการทำงานในชีวิตบทที่ 3 ของ ต้าเหนิง กัญญาวีร์

เคยคิดแค่ว่าอาจจะมีวันหนึ่งที่เราเดินออกมา แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่เขาเดินจากเราไปก่อน

ชีวิตของท่านประธานต้องแลกกับอะไรมาบ้าง? เปิดมุมมองการทำงานในชีวิตบทที่ 3 ของ ต้าเหนิง กัญญาวีร์

เคยคิดแค่ว่าอาจจะมีวันหนึ่งที่เราเดินออกมา แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่เขาเดินจากเราไปก่อน

ชีวิตที่อาจแบ่งได้เป็น 3 พาร์ตใหญ่ๆ พาร์ตแรกคือช่วงเวลาก่อนที่โลกจะรู้จักเธอจากตัวละคร ‘เจน ฮอร์โมน’ พาร์ต 2 คือต้าเหนิง ที่เดินในเส้นทางงานแสดงและคาบเกี่ยวกับแฟชั่น และพาร์ต 3 ในปัจจุบันคือวิถีแห่ง ‘ท่านประธาน’ ของ ต้าเหนิง-กัญญาวีร์ สองเมือง ที่เดี๋ยวเธอจะเล่าให้ฟังถึงชีวิตของท่านประธานว่าต้องแลกกับอะไรมาบ้าง

ต้าเหนิงถอดหมวกนางแบบออกไปหนึ่ง หลังจากชอตสุดท้ายที่ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีของแฟชั่นเซตนี้สิ้นสุดลง ตอนนี้เธอสวมหมวกใบที่ 2 มานั่งคุยท่ามกลางอากาศร้อนชื้นสูงด้านนอกสตูดิโอ หากต้าเหนิงสงบนิ่งคล้ายว่าชินแล้วเมื่อเธอใช้ชีวิตวัยรุ่น 8 ปีในกองถ่ายละคร กองถ่ายแฟชั่น กองถ่ายโฆษณาไปจนถึงกองอีเวนต์ “ล่าสุดมีซีรี่ส์ Good Old Days ที่เล่นคู่กับไบร์ท (วชิรวิชญ์ ชีวอารี) มีทั้งหมด 6 ตอน มีหลายคู่ เหนิงเล่น 2 ตอน ก็คือรับละครปีละ 2 ตอน” เธอหัวเราะแซวตัวเอง “ตอนที่เหนิงกับไบร์ทเล่นชื่อว่า Our Soundtrack เป็นเรื่องของเพื่อน 2 คนที่โตมาด้วยกัน ตอนแรกมีความฝันไปในทางเดียวกัน แต่ระหว่างทางตัวละครของเหนิงไปเจอปัญหาบางอย่างที่ทำให้ต้องเปลี่ยนการตัดสินใจ เพราะเขาได้เห็นแล้วว่าถ้ายังใช้ชีวิตแบบคนในครอบครัวที่มีความฝันแบบนี้ชีวิตคงลำบาก เขาเองไม่ได้อยากทิ้งความฝันหรอก แต่สภาพสังคม ความเป็นจริงต่างๆ บีบให้เขาต้องเปลี่ยนทางเดิน ขณะที่ตัวละครของไบร์ทพยายามเดินต่อไปในเส้นทางเดิม

ชีวิตจริงกับละครพ้องกันไปโดยมิได้นัดหมาย ต้าเหนิงเดินไปเจอทางแยกใหญ่ที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ ซึ่งตอนนั้นเธอต้องคิดหนักและต้องคิดเร็วไปด้วย “เหนิงว่าคนเราต้องเจอบททดสอบอยู่เรื่อยๆ อย่างเหนิงก็เพิ่งต้องตัดสินใจครั้งใหญ่มากไป คือการเปิดบริษัทของตัวเอง” สวัสดี ท่านประธานแห่ง QOW Entertainment เราฝากเนื้อฝากตัว ทำเอาเธอโบกไม้โบกมือวุ่น “เกิดจากเราได้รับรู้ว่านาดาวจะปรับเปลี่ยนบริษัทไป ณ ตอนนั้นเราคิดไม่ออกเลยค่ะว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ เพราะเหนิงไม่เคยคิดว่าเลยว่านาดาวจะปรับเปลี่ยนไป เหนิงอยู่ที่นั่นมานานมากๆ” สายตาเธอทอดเลยข้ามไหล่เราไปเห็นตัวเองในวันที่เดินเข้ามาสวมวิญญาณตัวละครเจนในฮอร์โมนส์วัยว้าวุ่นซีซั่น 2 เมื่อ 8 ปีก่อน 

เคยคิดแค่ว่าอาจจะมีวันหนึ่งที่เราเดินออกมา แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่เขาเดินจากเราไปก่อน เด็กทุกคนรู้พร้อมกัน นาดาวเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเรามาตลอด มีคนดูแล มีสภาพแวดล้อมแบบนั้น เราชิน ฉะนั้นการเปิดบริษัทของเหนิงกับเจเป็นการตัดสินใจในนาทีสุดท้ายจริงๆ หลังจากเราเข้าไปคุยกับผู้ใหญ่ปุ๊บก็เปิดเลย เหนิงเป็นคนที่ถ้าคิดแล้วไม่ทำก็จะไหลไปเรื่อย ไม่ทำสักที ก็เลยต้องเปิดบริษัทไว้ก่อนเลย เป็นสัญญาณเตือนว่าเราต้องเริ่มต้นใหม่แล้วนะ (จับหัวใจ) ตอนนั้นก็ใจเต้นตึกตักมากเหมือนกัน เราไม่รู้ต้องทำอะไรอย่างไร เราไม่วางแผนเรื่องนี้”  

ถึงตอนนี้หมวกล่องหนในฐานะนักแสดงอันตรธานหายไป หมวกท่านประธานแจ่มชัดขึ้นมาพอๆ กับแววตาของต้าเหนิงที่ส่องประกอบวิบวับ ตื่นเต้นกับการเริ่มต้นใหม่ กังวลกับการที่ต้องคิดแก้ปัญหาตลอดเวลา ขณะที่ให้กำลังใจตัวเองว่าค่อยๆ ก้าวเดินอย่างระวัง “บริษัทมีศิลปินในสังกัด 2 คนก็คือเหนิงกับเจ (เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม) หนึ่งในพาร์ตเนอร์ เจเป็นคนคิดชื่อ QOW มาจากคำว่า Quality of Work เจเป็นคนคิดอะไรแบบนี้ได้ดี และเราก็ชอบความหมายด้วย มันเป็นคำที่เอาไว้เตือนตัวเองว่าต้องโฟกัสที่คุณภาพของงานอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราทำงานที่มีคุณภาพ เราก็จะภูมิใจ เพราะงานเดี๋ยวนี้เป็นดิจิทัลฟุตพริ้นต์ มันจะอยู่อย่างนั้นตลอดไป” ต้าเหนิงเล่า 

ซีอีโอวัย 26 แจกแจงผลงานตั้งแต่ตั้งบริษัทได้ไม่ถึง 6 เดือนให้ฟัง มีตั้งแต่แคมเปญกับค่ายสัญญาณโทรศัพท์เจ้าใหญ่ ไฮแบรนด์จากเมืองนอก ไปจนถึงช่วยถ่ายเบื้องหลังให้กับคอนเสิร์ตแฟนมีตติ้งของ Mark Tuan ที่เพิ่งผ่านพ้นไป “วันหนึ่งเราก็คงมีศิลปินคนอื่นด้วย เพราะเราก็ต้องแก่เฒ่าลงไป” เราทำงานค่อนข้างหลากหลาย ไม่ได้เยอะที่สุดหรอก แต่ก็ค่อนข้างจะเห็นอะไรมาเยอะว่าเราต้องการอะไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร ข้อดีข้อเสียในการทำงานตรงนี้คืออะไร และจะทำอย่างไรที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนคนนั้น อย่างเหนิงกับเจมีอาชีพคล้ายๆ กัน แต่ลักษณะงานและความต้องการแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เราไม่สามารถดูแลคนสองคนที่ต่างกันด้วยวิธีเดียวกันได้ เราต้องดูแลแบบคัสตอมเมดตามแต่ละคนไปเลย ก็ต้องวางระบบที่จะรองรับการดูแลศิลปินแบบนี้ได้  

แล้วเหนิงกับเจคิดเหมือนกันว่าเราไม่ได้อยากเป็นประธานแค่ในนาม เวลาเกิดปัญหาก็จะไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร เราไม่อยากเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบนั้นด้วย เราโตมากับนาดาว ได้เห็นมาตลอดว่าต้องทำงานที่มีคุณภาพจริงๆ ตอนนี้เราก็ยังไม่ได้ดีที่สุดนะ และเราไม่ได้ตั้งกำแพงว่าเราจะไม่มีวันดีที่สุดไปได้หรอก แต่หมายถึงว่าเราอยู่ในช่วงปรับตัว ต้องเรียนรู้อีกเยอะ เหนิงไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นท่านประธานอะไรเลย คนก็แซวกันไป” 

เจเจเป็นเพื่อน เป็นแฟน แล้วมาทำงานด้วยกันอีก ต้าเหนิงบอกว่าความสัมพันธ์นี้ไม่เคยเป็นปัญหา “เราพูดกันตรงๆ ทุกเรื่องมาตลอดอยู่แล้ว ถ้าเดินออกจากห้องประชุมก็เป็นเพื่อน เป็นพี่น้องกันกับทีมงานทุกๆ คนด้วย พยายามไม่ทำงานด้วยอารมณ์ ในบริษัทเราทุกคนเท่ากัน มีสิทธิ์ออกเสียงเท่ากันหมดเลย เราเรียนรู้มาตลอดว่าเราไม่สามารถทำงานได้สำเร็จด้วยตัวเราคนเดียว เราต้องการทีมเวิร์ก ฉะนั้นทุกคนสำคัญ เราไม่ได้รู้ทุกอย่าง

“ที่ได้รู้อีกอย่างคือคนทำงานหายากมาก (แจก ก.ไก่เกลื่อนกลาด) คนทำงานเก่งๆ มีเยอะนะคะ แต่คนทำงานที่มีวิชั่นไปในทางเดียวกับเราต่างหากที่หายาก บางทีไม่ใช่เราหรือเขาไม่ดี เราแค่ไม่เหมาะกัน เห็นไม่ตรงกัน เหนิงว่าหัวใจการทำงานเหนิงว่าคือการสื่อสารกับคนนี่แหละ เรื่องงานเหนิงจะพูดตรงมากเพราะเราไม่เทคเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ได้ว่าที่ตัวบุคคล เราพูดที่เนื้องาน เหนิงพยายามจะไม่เป็นคนที่พูดว่า ไม่เอา ไม่ชอบ แต่จะมีคำอธิบายว่าไม่ชอบตรงนี้เพราะอะไร และจะแก้อย่างไร คนที่ทำงานกับเราต้องเข้าใจธรรมชาติเราด้วยว่าเราพูดตรง ก็กลัวนะว่าคนที่ไม่เข้าใจจะรับไม่ได้ เราไม่อยากจู้จี้จุกจิกขนาดนั้น แต่ถ้างานไม่ดีเราก็ไม่อยากปล่อยออกไปดีกว่า

พอขยับมาทำงานเบื้องหลังปรากฏว่าต้าเหนิงได้เจอความชอบของตัวเองเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง “ตอนทำแต่เบื้องหน้า บางทีจะมีมุมที่เราไม่เข้าใจเนื้องานทั้งหมด จะรู้สึกว่าทำไมเป็นแบบนี้ ทำไมทำแบบนี้ คือถ้าเป็นงานค่ายเรา นาดาว เขาจะมีข้อมูลให้เราพร้อมหมด แต่หมายถึงเวลาไปทำงานข้างนอกกับที่อื่นๆ อย่างโฆษณาหรือพรีเซนเตอร์ เราจะเข้าใจผิวเผินว่าลูกค้าต้องการอะไร บางทีมีคำถามก็อาจไม่ได้คำตอบ จนเรามาทำบริษัทเอง เราเลยอยากรู้ดีเทลทุกอย่างจะได้เข้าใจความต้องการทุกฝ่ายมากขึ้น ตั้งแต่วันแรกเหนิงก็ทำงานตั้งแต่ 0-10 อย่างการคุยกับลูกค้าหรือขั้นตอนต่างๆ เหนิงก็พยายามเข้าไปรู้ให้มากที่สุดว่ามันคืออะไร ทำอย่างไร เราทำงานโปรดักชั่นด้วย และเราเป็นนักแสดงด้วย ก็จะรู้ทั้งมุมของลูกค้า ศิลปินและคนทำงาน ก็จะพยายามหาทางให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้ราบรื่นที่สุด” 

ต้าเหนิงนิ่งคิดไปสักพักก่อนจะพูดตรงๆ ว่า “วิธีนี้มันก็ดีกับตัวเองแหละ แต่อาจไม่ดีกับคนอื่น” เธอหมายถึงการทำงานแบบไม่ดีไม่ปล่อย แต่จะให้ทำอย่างไรได้ในเมื่อเติบโตมากับการทำงานที่โฟกัสกับ QOW มาตั้งแต่ก้าวแรกที่ก้าวเข้าวงการบันเทิง “เราถูกสอนว่าเอาตัวเองให้รอด ทำตัวเองให้ดี เพราะเราไม่รู้ว่าข้างนอกจะเจออะไรบ้าง แต่เขา (นาดาว) ไม่ได้สอนให้เราเห็นแก่ตัว จะเอาแต่ตัวเองรอด เขาสอนให้เราโฟกัสที่คุณภาพงาน แต่ต้องมีความเข้าใจด้วย ดูหน้างานนิดหนึ่ง เช่น เราอยากได้งานดี แต่ตอนนี้แสงไม่มีและเวลาก็ไม่มีแล้วด้วย ก็ต้องทำเท่าที่ทำได้”  

ต้าเหนิงซึ่งเพิ่งเริ่มต้นแชปเตอร์ 3 ในชีวิตได้ไม่กี่เดือน แต่เหมือนเจอหลักสูตรเร่งรัดที่ทำให้เธอได้เจอลิมิตของตัวเอง ไม่ใช่ในแง่พลังในการทำงาน แต่เป็นพลังในการมีชีวิต “การทำงานแบบที่เราถูกสอนมามันก็มีมุมเบิร์นเอาต์นะ” ต้าเหนิงบอก “ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราเป็นห่วงในตัวพี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์ ผู้บริหารนาดาวที่ต้าเหนิงเรียกว่า ‘แด้ด’) มาตลอด เขาซีเรียสกับงานมาก บ้านช่องไม่กลับ เช้ามาดื่มกาแฟ 1 แก้ว กินข้าววันละมื้อ ถ้ายุ่งมากก็ไม่กิน เราผูกพันกับเขามากก็อดห่วงไม่ได้ แต่พอถึงจุดที่นาดาวเปลี่ยนแปลง มุมหนึ่งเราก็มองว่ามันคงถึงจุดที่พี่ย้งคงได้เบรกบ้าง จริงๆ เขาอยากเบรกมาตลอด เขาอยากไปเที่ยว อยากไปกินอะไรดีๆ หนังของตัวเองก็ไม่มีเวลาทำ แต่ว่าเขาต้องรับผิดชอบบริษัท เราเลยเข้าใจว่าทำไมเขาเลยไปไหนไม่ได้เลย”  

“แต่ว่าเหนิงทำแบบเขาไม่ได้หรอก เหนิงมีความแบบ ง่วงนอนแล้วน่ะ ต้องไปนอนแล้ว” ปากหัวเราะ แต่ประโยคที่พูดต่อสะท้อนว่าได้ผ่านอะไรมาแล้วมากมาย “เพิ่งเปิดบริษัทแต่ว่าไปถึงจุดนั้นแล้วแบบรวดเร็วมาก จุดที่เหนิงเครียดลงกระเพาะ กินอะไรไม่ได้ ช่วงแรกเราไม่ได้มีคนทำงานเยอะ แล้วเราก็อยากเป็นแบบพี่ย้ง คืออยากรู้ทุกขั้นตอน เราอยากวางระบบให้ดีจะได้ทำงานต่อได้ง่าย ไม่อยากทิ้งให้ใครทำงานคนเดียว เหมือนเราปล่อยไม่ได้ เราเลยคิดงานตลอด คนที่เตือนว่าเราถึงจุดพีกแล้วก็คือร่างกายเราเอง”  

ปีนี้เธอเข้าออกโรงพยาบาล 3 รอบแล้ว จากอาการเดิมๆ ที่โดนมองข้ามและกลายเป็นเรื่องชินชา กระทั่งร่างกายไม่ยอมรับแล้วกับคำว่า ‘ไม่เป็นอะไรหรอก’ และได้ก่อการประท้วงให้เธอต้องหยุด คิดและสำรวจแพตเทิร์นการใช้ชีวิตเสียใหม่ “เราทำงานเยอะมากจนไม่มีเวลาทบทวนตัวเอง” ซีอีโอยอมรับ “รอบแรกปวดท้องมากจนทนไม่ไหว เข้าห้องฉุกเฉิน หมอฉีดยาแก้ปวดก็เอาไม่อยู่ นอนไม่ได้ หมอฉีดยานอนหลับให้ก็ไม่หลับ จนหมอต้องฉีดมอร์ฟีนให้ 2 เข็มก็เอาไม่อยู่ ต้องฉีดตัวแรงกว่านั้นให้เหนิงหลับไปเลย ก็ยังไม่รู้ตัวนะ ยังทำงานหนักต่อไป อาการเดิมเลยกลับมา พอเข้าโรงพยาบาลอีกรอบ หมอเลยจับตรวจทุกอย่าง เอกซเรย์เพื่อหาสาเหตุว่าเป็นอะไร ก็ไม่เป็นอะไรนอกจากเครียด แต่สุดท้ายก็เข้าโรงพยาบาลอีกเป็นรอบที่ 3 เหนิงทำงานตั้งแต่เช้าจนตี 4 ของอีกวันมาเป็นอาทิตย์ 

“ตอนนั้นหม่ามี้พูดว่าหลังจากนี้มันจะไม่ใช่ปวดท้องแล้วนะ แต่มันจะเป็นโรคอื่นๆ ตามมา ก็เริ่มได้คิดว่า ไม่ได้กระทบแค่เรา เรายังมีปาป๊า หม่าม้า ครอบครัว ถ้าเราป่วยจริงๆ คนที่ทำงานกับเราก็จะป่วยเหมือนกัน เพราะเขาก็ทำงานหนักไปกับเรา ช่วงหลังๆ เลยเริ่มผ่อน ถ้าต้องนอนก็คือนอน พักก็พัก เราไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้นด้วย ถ้าป่วยก็จะหนักไปเลย นี่ก็เดี๋ยวต้องไปทำงานต่อ” พูดว่าจะสโลว์ไลฟ์ลงบ้างยังไม่ทันขาดคำ ท่านประธานก็คว้ากระเป๋าจะไปลุยงานต่อแล้ว เธอหัวเราะเก้อๆ แต่สายตาส่งกระแสพร้อมแสดงความรับผิดชอบอย่างเจิดจ้ามาก “เราเจอแต่ความกดดันยากๆ ทั้งนั้น แต่” ประโยคที่ตามหลังคำว่า ‘แต่’ มักจะเป็นสิ่งที่ต้องการจะสื่อจริงๆ เสมอ “มันก็เป็นโอกาสที่น่าคว้าไว้” 

Story: สุภักดิภา พูลทรัพย์
Photographer : วรุณ เกียรติศิลป์
Fashion Editor : ธันวา เทียมเมฆ
Make Up : จีรวิชญ์ เจริญธมะสุข
Hair : ภครกร จันทนยิ่งยง
Assistant Stylist : นราวิชญ์ เพ็งบุญตรู, วงษยศ นาพวรม
Assistant Photographer : ดวงต๋า อณุรักษ์, รัชภูมิ แย้มเนตร, วันชัย อารี, ชานนท์ ประไพวรานนท์

Clothes: Louis Vuitton Fall/Winter 2022

RELATED STORY

Pond-Ponlawit-ELLE-September-2022
เผยมุมมองและบทเรียนชีวิตของหนุ่มปอนด์ผ่านบทบาทล่าสุดในซีรี่ส์ 'เส้นลองจิจูดที่ 180 องศาลากผ่านเรา'
TYTAN-411music-elle-august-2022
ไทแทนเดบิวต์อย่างครบเครื่องเมื่อทั้งร้อง เต้น แต่ง และเล่นดนตรีมาแล้วเกินครึ่งชีวิต
Jackson-Wang-ELLE-Thailand
"MAGICMAN คือตัวตนของผม 100% ผมอยากจะทำให้ทุกคนเห็นว่าผมอาจจะไม่ใช่ JACKSON ที่ทุกคนรู้จัก"

By continuing to use our site you consent to the use of cookies as described in our privacy policy.