I

Fashion

Thierry Mugler ผู้เขย่าโลกแฟชั่นตั้งแต่ยุค ’80s ถึงปัจจุบัน

ดีไซเนอร์ยอดอัจฉริยะผู้รังสรรค์ผลงานแสนหรูหรา เซ็กซี่ ตระการตา และยังเป็นขวัญใจคนดังในยุคปัจจุบันทั้ง Beyoncé, Cardi B, Kim K และอีกมากมาย
Share on facebook
Share on twitter
Thierry Mugler ผู้เขย่าโลกแฟชั่นตั้งแต่ยุค ’80s ถึงปัจจุบัน
Fashion Features Editor

Fashion

Share on facebook
Share on twitter

Thierry Mugler ผู้เขย่าโลกแฟชั่นตั้งแต่ยุค ’80s ถึงปัจจุบัน

ดีไซเนอร์ยอดอัจฉริยะผู้รังสรรค์ผลงานแสนหรูหรา เซ็กซี่ ตระการตา และยังเป็นขวัญใจคนดังในยุคปัจจุบันทั้ง Beyoncé, Cardi B, Kim K และอีกมากมาย
Thierry Mugler ผู้เขย่าโลกแฟชั่นตั้งแต่ยุค ’80s ถึงปัจจุบัน
Fashion Features Editor

บทความจาก ELLE France โดย Carine Bizet, แปล: Rasita Crouzatier, เรียบเรียง: Khanakon Phettrakul, Wattakul N.

เมื่อกล่าวถึงอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของ Thierry Mugler หลายคนคงมีภาพของซูเปอร์โมเดลแห่งยุค ‘Eva Herzigova’ ในชุดวิหคแห่งสรวงสวรรค์ครึ่งสัตว์เลื้อนคลานลอยเข้ามาในหัวเป็นลำดับแรกๆ หรือไม่ก็เป็น ‘ฝูงนางแบบ’ ครึ่งคนครึ่งแมลงในชุดลาเท็กซ์มีริมฝีปากอวบอิ่มพร้อมจะกลืนกินเหยื่อและเดินเรียงแถวตามกันมา โดยไม่ลืมนึกถึงสาว ‘Emma Sjöberg’ ในลุคนางฟ้าฮาร์เลย์ เดวิดสัน …  เราปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานของเขาได้ฝากความทรงจำไว้ให้ผู้ชมมากมายทั้งในด้านดีและด้านร้าย แม้หลายคนมองว่าศิลปะที่สวมใส่ได้ของมูแกลร์เน้นไปทาง ‘ล้อเลียน เสียดสี’ มากกว่าจะเทิดทูนในแง่เป็นสิ่งสวยงาม แต่กระนั้นรูปลักษณ์แสนอลังการก็สามารถเรียกยอดไลก์บนโลกโซเซียลและทำให้ชื่อมูแกลร์กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง ทั้งที่ยุคทองของเขานั้นคือก่อนโลกนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์กเสียด้วยซ้ำ

วันนี้กูตูริเยร์รุ่นเก๋าและผลงานในตำนานของเขากลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าผู้ชมอีกครั้งในรูปแบบนิทรรศการ ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กลางกรุงปารีส ภายใต้การดูแลของ Thierry-Maxime Loriot ผู้จัดงานนี้ขึ้นครั้งแรกในเมืองมอนทรีออลเมื่อปี ค.ศ. 2019 และด้วยความสามารถอันเป็นที่ประจักษ์ เขาสามารถถ่ายทอดความงดงาม รวมทั้งวิสัยทัศน์แหกกฎฉีกจารีตในแบบฉบับของ Thierry Mugler ออกมาให้ผู้คนทุกวัยได้ชื่นชมแบบครอบคลุมทุกมิติ บวกกับการเจาะลึกชีวิตส่วนตัวในแบบไม่ซ้ำใคร บอกเล่าต้นกำเนิดของผลงานเลี่ยงชื่อ ซึ่งหากพิจารณาให้ลึกลงไปแล้วเราจะสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นชนิดแยกกันไม่ออกระหว่างผู้สร้างและผลงานของเขา

โชว์เฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีการก่อตั้งแบรนด์จัดแสดงที่ Cirque d’Hiver ในช่วง Haute Couture Week ฤดูกาล Fall 1995
© Getty Images

มูแกลร์ให้คำนิยามตัวเองอย่างน่าสนใจ โดยบอกว่าตัวเขาเปรียบได้กับ ‘นักสร้างฝัน ผู้ผดุงความงาม’ เรื่องราวของการต่อสู้เพื่อความงามเริ่มขึ้นตั้งแต่วัยเยาว์ ขณะที่หนูน้อยมูแกลร์รู้สึกอัดอั้นกับสังคมผู้ดีที่ผู้เป็นพ่อและแม่สร้างกรอบขึ้นมา เขาเติบโตในเมือง Strasbourg ประเทศฝรั่งเศส เป็นลูกชายของครอบครัวผู้มีฐานะ มีคุณพ่อเป็นหมอในสถานเสริมความงาม ส่วนคุณแม่เป็นสาวสังคมที่ชอบแต่งตัว (จนล้น) มองเผินๆ คล้ายกับ Norma Desmond และ Jessica Rabbit ผสมกัน และขณะที่ Tim Burton ในวัยเด็กชอบเตร็ดเตร่แก้เซ็งอยู่คนเดียวในชานเมืองของลอสแอนเจลิส มูแกลร์เลือกหนีออกมาและสร้างโลกใบใหม่ด้วยตัวเอง “มันคือสัญชาตญาณ ผมห้ามใจไม่ได้ เพราะมันคือตัวตนข้างใน เอาเข้าจริงๆผมก็ทำอย่างอื่นไม่เป็นหรอก โชคยังดีนะที่พอจะมีฝีมืออยู่บ้าง ไม่งั้นคงกลายไปคนไร้บ้านหรือไม่ก็ต้องเร่ร่อนไปกินๆนอนๆอยู่ข้างถนนแน่ๆ” เขาเท้าความถึงชีวิตวัยรุ่นอย่างติดตลก และตามประสาเด็กหัวรั้น หนุ่มน้อยเธียร์รี่มักหนีเรียนไปร้องเพลงประสานเสียงกับแม่ชีในโบสถ์ หรือไม่ก็นั่งตัดเย็บชุด หรือไปเล่นละครเวทีกับฉากที่ทำจากลังกระดาษ “ผมรู้สึกเหมือนเป็น ‘คนนอก’ ของครอบครัว ไม่ค่อยเข้าใจโลกใบนี้เท่าไร มันมีแต่แรงกดดันจนแทบจะหายใจไม่ออก ผมเลยเลือกสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาเอง โลกที่สร้างจากสิ่งที่ผมเห็นและเรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์ ภาพยนตร์ ธรรมชาติ สัตว์ ” มูแกลร์กำลังต่อสู้กับความธรรมดาดาษดื่นที่เห็นจนชินตาบนโลกใบนี้ โดยกลยุทธ์ของเขาคือการพัฒนาตัวเองและทำงานอย่างหนัก

Thierry Mugler Haute Couture Fall/Winter 1984 คอลเล็กชั่นเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีการก่อตั้งแบรนด์ จัดแสดงใน Zénith
© Getty Images

และแล้วร่างอวตารแรกของเขาก็ถือกำเนิดในรูปแบบของนักเต้น “ชีวิตผมรอดมาได้ก็เพราะการเต้น การเสาะหาความสมดุลในชีวิต การพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งเป็นอะไรที่เหมาะกับตัวเอง รู้ไหมว่ามันช่วยได้มากเลยนะตอนผันตัวมาเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์” เขาเคร่งครัดกับตัวเองมากจนเปรียบได้กับนักบวชผู้บำเพ็ญเพียร มันนำไปสู่หนทางแห่งความสำเร็จและความสุขในชีวิต “เมื่อคุณทำงานอย่างหนักและสั่งสมประสบการณ์มามากพอ จนเรียกว่าควบคุมทุกอย่างได้แล้ว คุณจะรู้สึกเหมือนตัวเบาจนจะลอยได้ ไม่ต่างจากพวกนักแสดงที่ซึมซับและหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับบทที่ได้รับ พวกเขาจะทำได้มากกว่าการท่องบทลอยๆ เพราะได้สวมวิญญาณของตัวละครนั้นไปแล้ว”

เส้นทางอาชีพของเขาเริ่มจากการเป็นนักบัลเลต์ในโรงละครแห่งชาติ Opéra du Rhin ก่อนจะโผบินเข้าสู่กรุงปารีสซึ่งถูกนิยามว่าเป็นเมืองหลวงแห่งโลกแฟชั่นในปี ค.ศ. 1968 ช่วงเวลาที่บรรยากาศทางการเมืองกำลังร้อนระอุ ผู้คนลงถนนเพื่อเรียกร้องการปฏิรูปทางการเมือง ส่วน ‘การปฏิรูป’ ของมูแกลร์นั้นกลับอยู่หลังเวที เริ่มจากการไปออดิชั่นงานเต้น และได้ค้นพบอาชีพ ‘แฟชั่นดีไซเนอร์’ (ในยุคนั้นเมซงหลังดังไม่นิยมหานักออกแบบหน้าใหม่หรือคนนอกมากุมบังเหียนอย่างทุกวันนี้ มักใช้วิธีซื้อภาพสเกตช์ที่ถูกใจจากนักออกแบบที่นำผลงานมาเสนอ) … มูแกลร์ไม่รอช้า ลุกขึ้นมาจับดินสอเพื่อคว้าโอกาสให้ตัวเอง เวลาผ่านไปไม่นาน หนุ่มนักเต้นได้กลายมาเป็น ‘นักปั้น’ เขารังสรรค์อาภรณ์รูปทรงใหม่ๆด้วยวัสดุไม่เหมือนใคร ทั้งชุดเกราะแนบเนื้อ ชุดรูปทรงประหลาดชวนเวียนหัวแต่ทำให้ตะลึงและสะกดทุกสายตา แบรนด์ Thierry Mugler ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1974 และเผยโฉมคอลเล็กชั่นแรกในปี ค.ศ. 1975 โชว์ของเขาถูกขนานนามว่าคือแหล่งให้กำเนิดตัวละครใหม่ๆที่โดดเด่นอยู่เสมอ ขณะเบอร์ตัน ทำให้ผู้ชมภาพยนตร์สะเทือนใจด้วยตัวละครอย่างเอ็ดเวิร์ดมือกรรไกร หรือเด็กชายหอยนางรม ‘ตัวละคร’ ของมูแกลร์กลับมีสีสันจัดจ้าน สร้างความสนุกสนานและดูอลังการกว่า ทั้งเหล่าภุมริน สิงสาราสัตว์ นักรบ และสวยสังหารจากโลกอนาคต ทั้งหมดที่ว่ามาช่างตรงกันข้ามกับลุคของชาวปารีเซียง แต่ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรเพราะจริงๆแล้วกูตูริเยร์จอมแหกกฎผู้นี้เป็นได้ทุกอย่าง … ยกเว้นปารีเซียง!

‘La ChimèreThierry Mugler Haute Couture Fall/Winter 1997
© Alan Strutt

ถ้าให้จำกัดความจริงๆต้องบอกว่าเขาคือนักเดินทาง และการเดินทางที่มอบประสบการณ์คือน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต มูแกลร์มักไปโผล่เมืองโน้นทีเมืองนี้ที ตะลอนๆอยู่ในลอนดอนสักระยะหนึ่งแล้วไปใช้ชีวิตอีกครึ่งทศวรรษบนเรือเปนิชในกรุงอัมสเตอร์ดัม ราวกับกำลังสวมบทนักบินอวกาศคนแรกของโลก Youri Gagarine ผู้รักการผจญภัยและออกสำรวจโลกในยุคสงครามเย็น ข้ามอัฟกานิสถานด้วยรถตู้ เดินทางจากเมืองกัลกัตตาไปเมืองโอซากา ที่ไหนก็ได้ขอให้บอก ยิ่ง ‘สุดโต่ง’ มากเท่าไรยิ่งดี … ‘สุดโต่ง’ จะว่าไปคำ ๆนี้ก็บ่งบอกความเป็นมูแกลร์อยู่ไม่น้อย “ตอนถามเขาถึงเรื่องนี้ คุณรู้ไหมเขาตอบผมว่าอย่างไร” เธียร์รี่-แม็กซีมเล่าให้ฟัง “เขาบอกผมว่า ‘ฟังนะ ผมเป็นนักบัลเลต์ โยคี ฮิปปี้ นักเต้นกถักกฬิ (ละครเวทีท้องถิ่นในรัฐเกรละ ประเทศอินเดีย) ทำงานในร้าน ผมเป็นดีไซเนอร์ เป็นช่างภาพ เป็นผู้กำกับ แล้วยังเริ่มเปลี่ยนแปลงร่างกายตัวเองไปแบบสุดขั้ว คำตอบก็คง…ใช่ละมั้ง ผมคงเป็นพวกสุดโต่งจริงๆ”

Claude Heidemayer สวมชุดจากคอลเล็กชั่น ‘Les Infernales‘ Thierry Mugler Fall/Winter 1988
© Thierry Mugler

มูแกลร์เปิดห้องเสื้อโดยใช้ตึก 11 ชั้นบนถนน Rue des Archives ในกรุงปารีสเป็นฐานทัพ สอดคล้องกับความ ‘สุดโต่ง’ ที่ว่า อาคารแห่งนี้ประกอบด้วยชั้นใต้ดิน มีเวิร์กช็อปสำหรับช่างเย็บผ้าจำนวน 4 ห้อง มีห้องแล็บ ห้องสำหรับใช้สารเคมี ห้องสำหรับช่างเชื่อมโลหะ เรียกว่าเป็นโรงงานผลิตแฟรงเกนสไตน์ฉบับหรูหราก็ย่อมได้ ช่างทุกคนเปรียบได้กับกองทัพที่ช่วยสร้างให้จินตนาการล้ำเลิศของเขาเป็นจริงขึ้นมา ‘โลก’ ของ Thierry Mugler ได้สร้างสีสันและเติมความสนุกซาบซ่านให้ยุค ’80s และ ’90s ใครๆก็อยากมีโอกาสได้ไปยลโฉมโชว์ของนักออกแบบผู้ซึ่งในปี ค.ศ. 1989 กล้าปฏิเสธข้อเสนอของ Bernard Arnault นายใหญ่แห่ง LVMH ที่อยากได้เขามารับช่วงต่อจาก Marc Bohan แห่งเมซง Dior … เท่านั้นยังไม่พอ! เขายังกล้าปฏิเสธราชินีเพลงป๊อปอย่าง Madonna ขณะกำลังดังเป็นพลุแตก แต่บางครั้งการไม่ยอมก้มหัวและปรับตัวไปตามกระแสวัฒนธรรมสมัยนิยมนำมาไปสู่จุดจบได้เร็วกว่าที่คิด ความหรูหราเย้ายวนตามแบบฉบับ Thierry Mugler ที่ถ่ายทอดโดยช่างภาพคนดัง Guy Bourdin และ Helmut Newton เริ่มถูกมองว่าเป็นการเปิดเผยเนื้อหนังมังสาจนเกินงาม คนที่ไม่เข้าใจว่าเป้าหมายหลักในการต่อสู้ของเขานั้นทำเพื่ออะไรต่างก็มองว่าอนาจาร บ้างก็ว่า ‘เชยแสนเชย’

เป้าหมายหลักที่ว่านั่นคือการสร้างโลกใหม่แบบไม่มีการจำกัดนิยามของความงาม โลกที่ความสวยไม่ถูกตัดสินด้วยค่านิยมของสังคม ไม่ว่าจะด้วยสถานะทางสังคมหรือเงินทอง แต่เมื่อตัดภาพกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่บรรยากาศกำลังร้อนระอุเพราะสงคราม เกิดวิกฤตการณ์การเงินในหลายประเทศ มีห้องเสื้อใหม่ผุดขึ้นมากมายและพร้อมจะเขย่าโลกแฟชั่นเช่นเดียวกับที่เขาเคยทำไว้ มีการต่อสู้ทางการค้ามากขึ้น และยังมีกระแสใหม่อย่าง กรันจ์ มินิมัลลิสต์ และบรูทัลลิสต์ ทำให้เขารู้สึกถูกบดบังและเหินห่างจากแฟชั่นกระแสหลักมากขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดในปี ค.ศ. 2003 เจ้าตัวตัดสินใจโบกมือลาวงการแฟชั่น “ในเมื่อโลกแฟชั่นไม่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นที่อยากจะพัฒนาฝีมืออีกต่อไปแล้วจะทนทู่ซี้อยู่ทำไมล่ะ” เขาเล่าเรื่องราวในอดีตอย่างไร้เยื่อใย

แม้เลือกวางกรรไกรและหันหลังให้อาชีพแฟชั่นดีไซเนอร์ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานชิ้นโบแดงหลายชิ้นของเขายังคงตราตรึงใจ การทลายกรอบและกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดของการตัดเย็บอาภรณ์ชั้นสูง ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้กรุยทางและอำนวยความสะดวกให้กับนักออกแบบรุ่นหลังอย่าง John Galliano และ Alexander McQueen (ทั้งคู่นิยมทำโชว์ยิ่งใหญ่ตระการตาไม่แพ้กัน) ได้เฉิดฉายอย่างเต็มที่บนเส้นทางสายนี้ โดยเฉพาะรายหลังเคยประกาศตัวว่าเป็นทายาท ‘Muglerien’ อีกทั้งในยุค 2020s เรายังได้เห็นมรดกตกทอดของมูแกลร์อยู่เนือง ๆ ทั้งแจ็กเกตเสริมไหล่ เลกกิ้งลาเท็กซ์ หรือจะเป็นเดรสยาวกรุยกรายที่เหล่าคนดังพากันสวมขึ้นพรมแดง นี่แหละคือตัวตนของมูแกลร์ ผู้ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจหรือแม้กระทั่งจิตวิญญาณเพื่อปกป้องอุดมการณ์ของตัวเอง นอกจากร่วมร่างนิยามความงามฉบับใหม่ที่ฉีกกรอบของสังคมแล้ว เขายังเป็นผู้ริเริ่มแนวแฟชั่นโชว์พร้อมการแสดงสด แทนการเดินโชว์เสื้อผ้ากันแบบเรียบง่ายในห้องเล็กๆอย่างที่เคยทำกัน

มูแกลร์เป็นเจ้านายผู้ดูแลงานอย่างใกล้ชิดและกำกับเองตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อตอนจัดโชว์ฉลองครบรอบ 10 ปีของ Thierry Mugler อย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 1984 ผู้ชม 6,000 ราย (เป็นบัตรแบบเสียค่าเข้าชม 4,000 ที่นั่ง) เบียดเสียดเข้าร่วมชมโชว์ที่จัดขึ้นใน Zénith สนามกีฬาอเนกประสงค์ของกรุงปารีส มีนางแบบแถวหน้าเดินกระทบไหล่กันตลอดโชว์ ทั้ง Cyd Charisse, Celia Cruz, เจ้าแม่แดร็ก Joey Arias, Diana Ross และ Julia Newman ทุกวันนี้แฟชั่นโชว์กึ่งศิลปะการแสดงสไตล์ Thierry Mugler ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าโชว์ที่ทำได้ดีและเด็ดถึงใจแบบของเขานั้นหาดูได้ยาก อิทธิพลของมูแกลร์ไม่ได้หยุดเพียงเรื่องของเสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังแผ่ขยายไปไกลถึงโลกของป๊อปคัลเจอร์ มีศิลปินดังหลายรายเลือกผลงานของ Thierry Mugler มาเสริมจุดเด่นและเพิ่มพลังให้ตัวเอง อาทิ Bryan Ferry, Pet Shop Boys, David Bowie (และเขายังเลือกใส่ชุดของผู้หญิง!…หากคุณคิดว่าคนยุค 2020s เป็นผู้นำเทรนด์ความลื่นไหลทางเพศแล้วละก็ คุณคิดผิด) Niagara, Les Rita Mitsouko, Mylène Farmer และในปี ค.ศ. 1992 เขายังเคยนั่งแท่นผู้กำกับมิวสิกวิดีโอ Too Funky ของ George Michael อีกด้วย (แต่ไม่ได้เครดิตในเวอร์ชั่นไฟนอล) ชื่อ Thierry Mugler ได้กลายเป็นตำนานของยุค MTV หรือก่อนโซเซียลมีเดียจะมีอิทธิพลต่อโลกใบนี้

Emma Sjöberg สวมชุดคอลเล็กชั่น ‘Les Cow-boys’ จาก Thierry Mugler Spring/Summer 1992 ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลง Too Funky ของ George Michael ในปี 1992 กำกับโดย Thierry Mugler
© Patrice Stable

และหากทุกวันนี้คุณรู้สึกชินกับการได้เห็นการนำวัสดุอย่างเรซิน ลาเท็กซ์ โลหะ หรือวัสดุที่ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆมาทำเป็นเสื้อผ้าและเครื่องประดับละก็ โปรดทราบไว้เลยว่านั่นเป็นเพราะอานิสงส์ของ Thierry Mugler และ Jean-Jacques Urcun ช่างคู่บุญและเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดนี้ ทั้งคู่ก้าวข้ามเทคนิคงานตัดเย็บแบบธรรมดาและหันมาทดลองใช้กรรมวิธีเดียวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ พวกเขาคิดค้นเสื้อเกราะหุ่นยนต์ทำจากโครเมียม และร่วมให้กำเนิดขวดน้ำหอมรูปดาว ‘Angel’ ในตำนาน เท่านั้นยังไม่พอมูแกลร์ยังเป็นรายแรกๆที่นำกลิ่นลูกกวาดมาใช้สำหรับน้ำหอม และหากในยุคนี้ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์กลายเป็น ‘กุญแจดอกสำคัญ’ เชื่อมโยงและดูแลทุกอย่างของแบรนด์ นั่นก็ถือเป็นมรดกทางความคิดอีกชิ้นที่เขาทิ้งไว้ ตั้งแต่ช่วงกลางยุค ’70s เมื่อเขาต้องการควบคุมทุกอย่างถึงขั้นกระโจนลงมาดูแลเรื่องการถ่ายภาพด้วยตัวเอง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าภาพที่ออกมาจะสามารถถ่ายทอด ‘โลก’ ของเขาได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ผลลัพธ์ที่ได้คือเรือนร่างของนางแบบถูกเนรมิตให้งดงามราวเทพธิดาด้วยมนตร์เสน่ห์แห่งอาภรณ์ชั้นสูงสไตล์ Thierry Mugler เรามองเห็น ‘ก้าวแรก’ ของความเปลี่ยนแปลง มันคือจุดเริ่มต้นของมายาคติความงามรูปแบบใหม่ เป็นความงามที่ถูกจริตคนรุ่นหลังซึ่งเติบโตมาพร้อมกับเรื่องราวของซูเปอร์ฮีโร่จากค่าย Marvel และ DC Comics

โลกของ Thierry Mugler ไม่ได้มีเพียงแค่แฟชั่นเท่านั้น ในนิทรรศการล่าสุดยังเผยให้เห็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เจ้าตัวทุ่มเทและมอบจิตวิญญาณให้นั่นคือ การเป็นผู้กำกับการแสดง เขาฝากผลงานสำหรับการแสดง The Wyld ไว้ในกรุงเบอร์ลิน การแสดง Zumanity ที่ร่วมงานกับ Cirque de Soleil ในลาสเวกัส “มีนักแสดงบอกกับผมว่า ‘คุณปลุกพลังที่หลับใหลในตัว ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีสิ่งวิเศษเหล่านี้ซ่อนอยู่” เขาเล่าอย่างภาคภูมิใจราวกับว่าการได้ค้นหาสิ่งที่ตัวเองรักได้ช่วยให้คนรอบข้างพบเจอสิ่งนี้ไปด้วย และแม้เราคุ้นเคยกับคำพูดว่า ‘อะไรที่มากจนเกินไปมักไม่ใช่เรื่องดี’ แต่คำพูดเหล่านี้ใช้ไม่ได้เลยกับมูแกลร์ เพราะความนิยมในผลงานของเขายังมีให้เห็นจนถึงปัจจุบัน มีทั้งแฟนคลับรุ่นลายคราม คนกลุ่มใหม่ และลูกค้าวัยรุ่นที่เสาะหาชิ้นงานเก่าของ Thierry Mugler มาสะสม อาทิ Beyoncé, Lady Gaga, Cardi B และ Kim Kardashian

ปัจจุบันนี้มูแกลร์ดูเปลี่ยนไป เริ่มจากการเปลี่ยนมาใช้ชื่อแรกของเขา Manfred Thierry Mugler ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 และรูปร่างก็ไม่เหลือเค้าเดิม (หลังจากต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการจากอุบัติเหตุมาเป็นเวลานาน … ตอนนี้เขามีรูปร่างเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ในหนังสือการ์ตูนอย่างที่ชอบ) แต่ลึกๆแล้วเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ยังเป็นนักบัลเลต์ผู้เคร่งครัดคนเดิม แววตายังคงเปล่งประกายยามพูดถึงการทำโปรเจ็กต์ร่วมกับโรงละคร Bolshoi และ Svetlana Zakharova สาวนักเต้นฝีมือฉกาจ จะว่าไปเธอคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับเขาคือ ‘สุดโต่ง’ และเขาคงสัมผัสได้ถึงความบ้าระห่ำในตัวเธอว่าไม่ต่างกัน จึงกล่าวชื่นชมการแสดงขั้นเทพของเธออย่างออกหน้าออกตา เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าเขายังคงมี ‘จิตวิญญาณ’ ความเป็นเด็กอยู่ในตัวแน่ๆ หนูน้อยมูแกลร์ผู้ช่างฝันและกล้าคิดกล้าทำผู้นั้นยังไม่ได้หายไปไหน…แล้วอยู่ๆคำพูดหนึ่งของ Picasso ก็ลอยเข้ามาในหัวของเรา “เด็กทุกคนมีความเป็นศิลปินซ่อนอยู่ แต่เราจะรักษาศิลปินคนนั้นให้อยู่กับเราตลอดจนเติบใหญ่ได้อย่างไร”


To Manfred Thierry Mugler with Love

Rasita Nawan Crouzatier

นักแปล

เมื่อไม่ได้เป็นแฟนคลับตัวยงของ Thierry Mugler ดังนั้นในการรับหน้าที่แปลบทความเรื่องนี้จึงต้องทำการบ้านครั้งใหญ่ เพราะมีรายละเอียดของผลงานหลายอย่างชวนสงสัย จนอดใจไม่ได้ที่จะไปชมผลงานจริงในนิทรรศการ เสื้อผ้าแต่ละตัวมันช่างแปลกแหวกแนวเกินกว่าจะใช้จินตนาการหรือกูเกิ้ลช่วยได้ ซึ่งกล้าพนันเลยว่าร้อยทั้งร้อยคนที่ไม่เคยเห็นผลงานของเขามาก่อนไม่มีทางที่จะสร้างภาพมันขึ้นมาในหัวได้อย่างแน่นอน ชุดเหล่านั้นทำขึ้นโดยศิลปินที่สร้าง ‘โลก’ ของเขาขึ้นมาเอง และไม่ได้คำนึงถึงความสมเหตุสมผลหรือกฎเกณฑ์ของโลกใบที่เราอยู่แต่อย่างใด …

ชุดเด่นจากคอลเล็กชั่น ‘La Chimère Collection’ Haute Couture Fall 1997 ที่ทีมช่าง 20 ชีวิตต้องปักชนิดหามรุ่งหามค่ำติดต่อกันนานถึง 6 สัปดาห์
© Rasita Nawan Crouzatier

ก้าวแรกที่เข้าไปก็ประจันหน้ากับชุดอสูรกายแฟนตาซีครึ่งแมลงครึ่งสัตว์เลื้อยคลาน นางเอกของคอลเล็กชั่น La Chimère เธอยืนสง่าท้าสายตาผู้ชม สวยจนแทบลืมหายใจ สมกับเป็นนางพญาที่แท้จริง บนทุกอณูของชุดเราจะเห็นการทำงานอย่างหนักของทีมช่างที่ต้องใช้เวลานับพันชั่วโมงในการรังสรรค์ชุดที่ว่านี้ และยังมีผลงานอีกหลายชิ้นที่ทำให้ต้องตะลึง พร้อมเกิดคำถามขึ้นมากมาย ‘คิดได้อย่างไร?’ ‘ทำอย่างไร?’ และ ‘ทำไมจึงสร้างสรรค์ขึ้นมา?’ ซึ่งคำถามสุดท้ายนี้ได้เฉลยคำตอบหลังจากแปลบทความของเขาจบ เพราะหลังชมนิทรรศการเสร็จสรรพ บอกได้เลยว่าเป็นความรู้สึกที่แปลกและแตกต่างจากการชมนิทรรศการอื่นๆ มีทั้งอาการมึนๆเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ราวกับเพิ่งโดน ‘ฝูงอสูรกายสุดสวย’ กระโจนเข้าใส่ ทึ่งและตื้นตันในความสามารถ และที่สำคัญคืออยากขอบคุณที่เขาได้ลุกขึ้นมาทำอะไรบ้าบิ่น เพราะในฐานะผู้ชม/ผู้เสพผลงานแล้ว ดิฉันรู้สึกว่าเขาทำให้โลกนี้มีสีสัน ลองคิดดูว่าหากโลกนี้ปราศจากคนอย่างมูแกลร์ไป ก็คงจะเหี่ยวเฉาไม่น้อย หากมีโอกาสก็อยากจะบอกกับเขาว่าดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เห็นค่าและสนับสนุนการต่อสู้เพื่อสร้างโลกที่สวยงามอย่างไร้เงื่อนไขของเขา

‘Été Hawaii’ Thierry Mugler Haute Couture Spring/Summer 1990
© Rasita Nawan Crouzatier

ภราดา

นักเขียนแฟชั่นFoxyLadyDiary.blogspot.com

เทียร์รี่ มูแกลร์ไม่ใช่นักออกแบบเสื้อผ้าที่ดีที่สุด หรือเก่งกว่านักออกแบบรายอื่นๆ แต่เขาคือนักออกแบบแห่งยุคสมัย และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของยุค ’80s … หากย้อนกลับไปราว 5 ทศวรรษ กลุ่มนักออกแบบหน้าใหม่ของฝรั่งเศสมักนำเสนอผลงานในทิศทางเดียวกันคือเสื้อผ้าแนวฟิวเจอริสติก แต่อีกทศวรรษต่อมาบรรดานักออกแบบที่ว่าได้ค้นพบแนวถนัดของตนเองเหลือไว้เพียงมูแกลร์ที่ยังคงความเป็นฟิวเจอริสติก

ด้วยภาพที่เห็นเหล่านางแบบบนรันเวย์ของ Thierry Mugler ล้วนแล้วแต่มีทรวดทรงองเอวอย่างนาฬิกาทราย ทำให้ก่อนหน้านี้คิดอยู่เสมอว่าเสื้อผ้าของแบรนด์นี้คงมีสิ่งที่เรียกว่า ‘กระดูก (boning)’ ดามอยู่รอบเอวพร้อมด้วยซับในทั้งตัว จนมีโอกาสได้ลองแจ็กเกตที่วางจำหน่ายใน Galeries Lafayette ตอนไปปารีสในปี 1989 จึงพบว่าด้านในของแจ็กเกตนั้นทำขึ้นจากผ้ากาบาร์ดีนหลายชิ้นโดยปราศจากซับในและกระดูกอย่างที่เคยเข้าใจ มีเพียงแค่ Herringbone Tape ย้อมสีตามผ้าเย็บดามตะเข็บทั้งหมดเท่านั้น แต่เมื่อใส่แล้วกลับสร้างทรวดทรงนาฬิกาทรายเหมือนอย่างนางแบบ ทั้งหมดเกิดขึ้นจาก ‘ความเป็นเลิศในงานออกแบบและการตัดเย็บ’

ผลงานในแต่ละฤดูกาลของ Thierry Mugler เปรียบได้กับการท่องโลกดิสนีย์แลนด์ของวงการแฟชั่น และแขกเหรื่อที่ได้รับเชิญเข้าชมแต่ละโชว์นั้นก็ตื่นตาไปกับการตามล่าหาสมบัติล้ำค่าตั้งแต่ยุคตื่นทอง (S/S 1980) ไปจนถึงแหล่งอารยธรรมที่หายสาปสูญใจกลางทะเลทราย (S/S 1986) ท่องโลกนิทานกับสรวงสวรรค์ที่เต็มไปด้วยนางฟ้าและเหล่าทวยเทพ (F/W 1984) ผ่านเมืองใต้บาดาลของเหล่านางเงือก (S/S 1989) หรือดำดิ่งสู่ประตูนรกเพื่อพบกับเหล่านางปีศาจ (Fl/W 1988) อีกทั้งยังได้สำรวจโลกผ่านยุคสมัยต่างๆตั้งแต่ยุคค้าทาสในแอฟริกา (S/S 1988) ยุคสงครามเย็นในรัสเซีย (F/W 1986) ไปจนถึงการโรดทริปทั่วอเมริกา (S/S 1992) … ถ้า Walt Disney ถูกชื่นชมในฐานะผู้ที่ทำให้ความฝันของผู้คนทั่วไปกลายเป็นจริงได้เช่นไร มูแกลร์ก็คือควรถูกยกย่องในฐานะผู้ที่เสกให้จินตนาการของโลกแฟชั่นกลายเป็นจริงด้วยเช่นกัน

Wattakul N.

นักเขียนแฟชั่น

ผมเติบโตมาในยุค ’90s ช่วงเวลาที่กระแสมินิมัลจากฝั่งอเมริกาลามไปทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย วัยรุ่นยุคนั้นนิยมแบรนด์อเมริกันเท่ๆ เรียบง่าย ใส่ได้ในชีวิตประจำวันอย่าง CK หรือ DKNY ไม่ก็ไลน์วัยรุ่นของแบรนด์หรูระดับแม็กซิมัมที่ทอนรายละเอียดจนเกือบจะมินิมัลอย่าง Versus Versace ดังนั้นสำหรับผมแล้วผลงานและโชว์ของ Thierry Mugler จึงเปรียบได้กับ ‘อาหารมิชลินสตาร์’ ที่ไม่ได้พบเห็นบ่อยนักในชีวิตจริง แต่น่าลิ้มลองและน่าเทิดทูนผู้รังสรรค์อาหารอันโอชะจานนี้

โดยส่วนตัวผมไม่ขอจำกัดสถานะของมูแกลร์ว่าเป็นเพียงแค่แฟชั่นดีไซเนอร์ เพราะเอาเข้าจริงแล้วทั้งคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าและเครื่องประดับของเขาแทบจะไม่อิงกระแสแฟชั่นเลย มิหนำซ้ำยังแหวกตลาดด้วยซ้ำไป ดังนั้นนิยามที่เหมาะกับกูตูริเยร์ผู้นี้จึงควรเป็น ‘คนสร้างสรรค์’ ที่ทำทุกอย่างได้ตามใจนึก แม้ทุกวันนี้เขาผันตัวมาเป็นผู้กำกับและออกแบบคอสตูมสำหรับการแสดง แต่คอสตูมที่เห็นยังคงไว้ลายและมาตรฐานของ Thierry Mugler เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนจากโชว์เสื้อผ้าบนรันเวย์ใหญ่ไม่แพ้ละครบรอดเวย์ มาเป็นเวทีการแสดงต่างๆ สมกับเป็นคนสร้างสรรค์ที่คนทั้งวงการแฟชั่นยกให้เป็น ‘ราชาแห่งโชว์’ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม

Share on facebook
Share on twitter
Share on email