fbpx

I

Interview

ดนตรี คือยานพาหนะ ที่ได้นำพาให้เขาได้พบกับตัวตนและแฟชั่นไร้ขอบเขตของ ‘ต้นหน ตันติเวชกุล’

แม้อายุของหนุ่มคนนี้ยังน้อย แต่พูดได้เลยว่าเขาได้ค้นพบในสิ่งที่หลายๆ คนเฝ้าตามหาได้ไวกว่าคนอื่น

ดนตรี คือยานพาหนะ ที่ได้นำพาให้เขาได้พบกับตัวตนและแฟชั่นไร้ขอบเขตของ ‘ต้นหน ตันติเวชกุล’

แม้อายุของหนุ่มคนนี้ยังน้อย แต่พูดได้เลยว่าเขาได้ค้นพบในสิ่งที่หลายๆ คนเฝ้าตามหาได้ไวกว่าคนอื่น

แค่แต่งตัวตามนักร้องที่ชอบแต่ ‘ตน-ต้นหน ตันติเวชกุล’ กลายเป็นโปสเตอร์บอย ของการรณรงค์ความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศของเมืองไทย บทบาทที่เขายอมรับว่าตกกระไดพลอยโจนแต่ยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็น

ELLE MEN : ให้สัมภาษณ์เรื่องแฟชั่นไร้เพศเยอะมากเบื่อจะพูดหรือยัง?

TON : ผมจะพูดเรื่องนี้จนกว่ามันจะเป็นเรื่องที่ไม่ต้องพูดแล้วกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนเข้าใจผม จะไม่ต้องให้สัมภาษณ์เรื่องนี้แล้ว แต่ระหว่างนี้ก็ยังต้องพูดอยู่ ซึ่งเราก็ได้เรียนรู้ไปด้วยแต่ก่อนเราเป็นคนปิดกั้นมาก ผู้ชายก็แต่งตัวแบบผู้ชายสิจะซับซ้อนทำไม เพราะสื่อในยุคนั้นก็ไม่ได้เปิดกว้าง โทษตัวเองด้วยเราเด็กเราได้ข้อมูลมาแบบนี้เราก็เลยมีความคิดแบบนี้ 

ELLE MEN : แต่ดนตรีเป็นยานพาหนะพาต้นหนออกไปเจอจักรวาลที่เปิดกว้าง ทั้งทางดนตรีทางเพศและแฟชั่น

TON : (คิดตาม) เออพอผมฟังที่พี่ถามมันก็จริงนะ เราโตมากับดนตรีคลาสสิกเรียนจริงจังไปสอบเกรดฟัง Beethoven ฟัง Chopin ก็มีความสุขดีนะ ตอนนั้นรู้ว่าตัวเองชอบอะไรมีเป้าหมายอินกับหนังเรื่อง The Pianist มาก เราอินกับเปียโนคลาสสิกแล้วเหยียดดนตรีแนวอื่นๆ ดนตรีคลาสสิกคือสูงส่งสุดแล้ว แล้วผมก็ได้เล่นหนังเรื่อง Suckseed เป็นเรื่องราวของวงร็อกผมเลยได้จับกีตาร์ครั้งแรก รู้จักศิลปินร็อกมากขึ้นพอเป็นชาวร็อกก็เหยียดเพลงป๊อป 

ELLE MEN : ทำไมเราชอบอย่างหนึ่งแล้วปฏิเสธอย่างอื่นอย่างรุนแรง ไม่ชอบก็อยู่เฉยๆ ไม่ได้เหรอ?

TON : เป็นเพราะสังคมครับ ผมเล่นเว็บบอร์ดเกี่ยวกับเพลงร็อกแล้วพวกนี้ เขาจะไม่ชอบเพลงป๊อปคือสมัยประถม ผมชอบคลาสสิกเหยียดเพลงร็อก แล้วผมก็มาชอบร็อกแล้วเหยียดเพลงป๊อปสุดท้ายผมชอบเพลงป๊อปมากๆ ถ้าโยงมาถึงปัจจุบัน เราเลยเข้าใจคนที่เหยียดคนอื่นถ้าคุณไม่ได้เปิดรับจริงๆ ในสิ่งที่แตกต่างออกไปคุณก็จะเหยียดคนที่แตกต่างทุกวันนี้ ผมไม่เหยียดอะไรแล้วผมเปิดรับหมดทุกอย่างอะไรที่คนด่าผมก็ฟังทุกอย่างมีความสวยงามในนั้น ถ้าเราเปิดใจแต่มันเป็นอุดมคติมากๆ เลยนะ ในแง่ของดนตรี ผมมองว่าทุกเพลงที่ดังขึ้นมาได้มันถูกคิดขึ้นมาแล้วถูกดีไซน์ให้เป็นแบบนี้ เป็นการแสดงออกตัวตนเหมือนกับเรื่องแฟชั่นเลยแค่เปลี่ยนจากเสียงเป็นสิ่งที่เราสวมใส่ แต่ก็ไม่แน่นะว่าสิ่งที่คนด่าว่าเพลงนี้ไม่ตั้งใจมันก็อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ มันออกด้านไหนก็ได้ ทุกวันนี้เราไม่กล้าฟันธงอะไรขนาดนั้น เอ่อแต่อีกมุมเราก็คิดว่าจะไปด่าเขาทำไมสังคมทุกวันนี้มันซับซ้อนน่ะครับ

ELLE MEN : Roland Barthes นักวิจารณ์วรรณกรรมชาวฝรั่งเศสกล่าวไว้ (ในความเรียงในปี 1967 เรื่องThe Death of the Author) ว่างานศิลปะพอศิลปินทำเสร็จแล้ว มันไม่ใช่ของศิลปินมันเป็นของสาธารณชน

TON : ก็จริงนะมันโยงเรื่องแฟชั่นได้อีก ผมก็ไม่ได้มีชื่อเสียงขนาดนั้นแต่เรามีคนติดตามจำนวนหนึ่ง ไม่ว่าเราจะปล่อยเพลงหรือโพสต์รูปแต่งตัวอะไรไป เราต้องยอมรับความเสี่ยงว่าจะโดนวิพากษ์วิจารณ์ ให้ได้ด้วยเราพยายามจะพูดว่าเราเป็นคนไม่แคร์ (ยกมือขึ้นมาเป็นเครื่องหมายคำพูด) แต่จริงๆ แล้วเราแคร์นะ เวลาโพสต์ไอจีเราก็อยากให้แฟนๆ เราชื่นชอบอยู่แล้ว มันมีพอยต์หนึ่งที่ทำให้ผมเริ่มมาแคร์ ช่วงหลังผมไปสอบที่มหาวิทยาลัยเป็นคอนเสิร์ตจบของเรา คือผมเรียนดุริยางค์ครับ ผมก็ใส่กระโปรงไปสุภาพมากเลยชายยาวถึงตาตุ่ม พอคอนเสิร์ตจบ ก็มีอาจารย์ที่เราเคารพบอกว่า “ผู้ชายอะไรใส่กระโปรง” เขามองว่าเป็นชุดไม่สุภาพจะตัดคะแนนผม สุดท้ายผมก็เรียนจบนะแต่โดนตัดคะแนน ที่ผมเล่านี่ผมไม่ได้จะโทษเขานะ แต่เหตุการณ์นี้ทำให้ผมตระหนักว่าการทำแบบนี้มีคนไม่ชอบนะคือแรกๆ ที่ผมใส่กระโปรงเสียงตอบรับดีมากครับ มีแต่คนชื่นชมทุกอย่างดีเอนเกจเมนต์ดีมาก นี่คือครั้งแรกที่เราได้ฟีดแบ็กที่ไม่ดีแบบเจอกับตัวปึ้งเลยแล้วเป็นคนที่เราเคารพรักมากด้วย มันทำให้เราเรียนรู้ว่าถ้าเราจะยืนหยัดเพื่อสิ่งนี้เราต้องเข้มแข็งกว่านี้มากๆ

ELLE MEN : ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะใส่กระโปรงไปคอนเสิร์ตจบของตัวเองหรือเปล่า?

TON : (ตอบเร็ว) จะทำเหมือนเดิมแต่จะมีสติกว่านี้ คนที่อยากแต่ง ผมว่าแต่งได้นะแต่ต้องดูด้วยนะว่าประเทศนี้ยังไม่ปลอดภัยกับสิ่งนี้ ทำออกมาแล้วอันตรายแต่ผมไม่ได้ห้ามไม่ได้แอนตี้ด้วย ตอนนั้นผมเฮิร์ตมากนะบอกให้เหมือนคนอกหักเลย แล้วผมก็มาทะเลาะกับพ่อแม่ต่ออีก พ่อแม่ผมก็มาจากเจนเดียวกับอาจารย์พ่อเข้าใจและพูดแก้ให้อาจารย์ด้วย เขาไม่ได้มาเข้าข้างลูกเรื่องนี้ไม่ได้มีใครถูกใครผิด เขาก็บอกมุมมองของเขาแล้วก็บอกผมว่าถ้าจะทำอย่างนี้ต่อก็ต้องเข้มแข็งมากกว่านี้มากๆ 

ELLE MEN : เราเลือกเดินหน้าต่อเพราะว่า… 

TON : เหมือนผมชอบไปแล้ว และไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนด้วย สิ่งที่ผมทำอาจจะไม่ได้ผิดแต่มันผิดกาลเทศะ วันนั้นผมคิดว่ามันก็ปกติก็ถือว่าคิดน้อยนะ เรามองแค่มุมตัวเองเรา ลืมมองไปว่าเราใส่อะไรไปเจอใครหลังจากนี้เราก็คงต้องคิดเยอะขึ้น เราเป็นตัวเองได้แต่อย่าเป็นตัวเองเกินไป ในบางที่มันคือความจริงที่โหดร้าย ที่ในสังคมยังมีบางพื้นที่ที่ไม่เปิดรับไม่เป็นไรเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง

ELLE MEN : กระโปรงในความคิดต้นหนคืออะไรเป็นแฟชั่นไอเท็มที่สวยดีเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมหรือว่าอะไร?

TON : ผมมองแค่ว่ามันสวยดีแล้วนักร้องที่ผมชอบก็ใส่กระโปรงแม็ตตี (Matthew Healy) วง The 1975 เขาแต่งตัวสุดจัด บางวันก็ใส่แบบคันทรี ไม่ได้อยู่ในกรอบอะไรเลย บางคนก็ว่าผมแต่งตัวตามแม็ตตีจะเป็นแม็ตตีเมืองไทยหรือไง “ใช่ ผมแต่งตัวตามดาราครับ (หัวเราะ)” ไปสัมภาษณ์ที่ไหนผมก็ให้เครดิตเขาตลอด ไม่เคยเคลมว่าผมเป็นคนเริ่ม แล้วก็มีคนติดตามผมเพิ่มขึ้นเยอะมากจากสิ่งนี้ ผมว่ามันก็โอเคนะที่เป็นการทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะเราไม่ได้มองว่ามันผิดปกติแต่พอมันเป็นแบบนี้ เราก็ยิ่งอยากทำเพื่อสังคมมากขึ้นเพียงแต่เราเริ่มจากสิ่งที่เราชอบก่อน เราไม่ได้เป็นนักรณรงค์ครับ 

ELLE MEN : ตกกระไดพลอยโจนที่มีคนยกให้เราเป็นนักรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางเพศ

TON : ก็ตกกระไดพลอยโจนประมาณหนึ่ง ถ้ามีอะไรที่ผมช่วยได้ผมก็จะช่วยผมยังอยากพูดอยู่ถ้าจะทำให้สังคมดีขึ้น 

ELLE MEN : คิดอย่างไรกับการที่คนต่อสู้เรื่อง Diversity แต่เสื้อผ้ายังแบ่งเป็น Womenswear กับ Menswear อยู่?

TON : คำถามนี้ทำให้ผมคิดหนักมาก แต่ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ย้อนแย้งเรารู้สึกว่าเรื่อง Diversity ถูกพูดถึงมากขึ้น แต่ผมว่าคนอีกครึ่งประเทศยังไม่รู้เรื่องนี้ด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ผู้ชายที่ใส่กระโปรงมีกี่เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงที่แต่งตัวบอยมากๆ มีแค่ไหนมันยังไม่แมสมันต้องใช้เวลาเราต้องมานั่งสัมภาษณ์แบบนี้กันไปเรื่อยๆ นั่นแหละ

ELLE MEN : สัมภาษณ์ปู่ต้นหน “หลานๆ มาใส่กระโปรงกันได้นะ” อายุ 80 แล้วยังพูดเรื่องนี้อยู่เลย

TON : (หัวเราะ) แบรนด์ที่ไม่แบ่งแยกเพศเสื้อผ้าแล้วทำเป็น Humanswear ผมเริ่มเห็นแล้วนะที่เมืองนอก แต่เมืองไทยยังอีกไกลผมมองว่าเป็นเรื่องสรีระด้วย ร่างกายไม่เหมือนกันแต่ผมอยากให้มีทางเลือกเยอะๆ สำหรับทุกคนอยู่แล้วคนที่เป็น LGBTQ ก็ต้องการพื้นที่เหมือนกัน แต่ตอนนี้คนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักความเปลี่ยนแปลง ย่อมทำให้คนกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์ อีกกลุ่มหนึ่งเสียประโยชน์อยู่แล้ว ต้องมีคนที่ไม่สบายใจแต่มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ดีเป็นทุกเรื่องแหละดนตรีแฟชั่นสังคม (เอนพิงเบาะเก้าอี้) โอยพูดเรื่องนี้แล้วเหนื่อย

ELLE MEN : เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งเหนื่อย.. แล้วอยากเห็นอะไรหรือไดอะล็อกเรื่องไหน ในวงการดนตรีและแฟชั่น?

TON : (กระเด้งตัวมาเกาะโต๊ะ) ผมอยากให้คนทั่วไปให้ค่าคนทำงานศิลปะมากกว่านี้ พูดถึงคนข้างนอกที่มองเข้าไปในวงการนะ มันอยู่ที่การศึกษาทั้งในและนอกระบบเลยการศึกษาในระบบก็เช่นสมัยเรียนจะมีวิชาหนึ่งชื่อ Music Appreciation 

ELLE MEN : เคยเรียนๆ ตอนปีหนึ่ง หลับ.. อาจารย์สอนไม่สนุกโทษครูอีก

TON : (หน้าสลด) ครับเข้าใจ ผมอยากให้เด็กที่โตได้รับรู้ความยากหรือความซับซ้อนของศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นดนตรี แฟชั่น หรือศิลปะแขนงไหนก็ตาม ถ้าเราไม่ได้เรียนแฟชั่นเราจะไม่รู้ว่าชุดนี้มันถูกคิดมาเยอะมาก ถ้าคนทั่วไปมองก็จะเห็นแค่เสื้อตัวหนึ่ง แต่จะมีคนที่พูดว่าก็ทำงานไม่สื่อสารเอง (พยายามคิดหาคำอธิบาย) ต้องหาตรงกลางให้เจอสำหรับคนทำ แต่สำหรับคนเสพผมอยากให้ความรู้ในการสร้างงานศิลปะมากขึ้นในการศึกษา เพื่อที่คนจะได้เห็นคุณค่ามากขึ้น ถ้าบ้านเมืองดี อะไรๆ ก็จะดีมันจริงนะ คนจะมีเวลาไปเสพศิลปะขัดเกลาตัวเอง แต่ทุกวันนี้คงต้องคิดถึงเรื่องปากท้องเอาชีวิตรอดก่อน อย่างตัวผมเกิดมามีอภิสิทธิ์ เราเกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลาง ล้มไม่เจ็บพูดตรงๆ เราเลยต้องใช้อภิสิทธิ์ให้เกิดคุณค่ากับสังคมให้มากที่สุด อยากเป็นกระบอกเสียงให้คนที่ไม่ได้มีตรงนี้ ผมอยากพูดแทนทุกคน ผมรู้ว่ามันยาก ไม่สิผมจะไม่พูดว่าผมรู้เพราะผมก็ไม่เคยเจอความลำบากในสิ่งที่คนอื่นเจอมา แต่เอาเป็นว่าผมอยากให้ทุกอย่างดีขึ้นจริงๆ ครับ 

เรื่องโดย : Supakdipa Poolsap 

RELATED STORY

aut
หลากหลายเส้นทางที่หนุ่มคนนี้เลือกเดิน แม้เขาคนนี้จะถูกปิดกั้นด้วยกรอบของสังคมก็ตาม

By continuing to use our site you consent to the use of cookies as described in our privacy policy.